พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
Ch3Thailand Logo

เรื่องเล่าแดนพุทธภูมิ เนื่องในโอกาสเทศกาลวันอาสาฬหบูชา ตอนที่ 5 ทำใจให้ถึงพระนิพพาน…เป็นที่พบบรมธรรม

เปิดอ่านแล้ว 46 ครั้ง

    ช่วงเย็นของวันที่ 5 ธันวาคม 2556 จากสถานที่ประสูติ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล พระอาจารย์บุญทิ้ง พระธรรมวิทยากรนำพวกเราสู่เมืองกุสินารา ซึ่งอยู่ในเขตสาลวโนทยาน จังหวัดโครักขปูร์(Korakabu)รัฐอุตตรประเทศ เมืองที่ซึ่งมีสังเวชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ พุทธวิหารปรินิพพาน สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ภายใต้ต้นสาละคู่ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญวิสาขบูชา เป็นพุทธสถานที่พระพุทธเจ้าประทานการบวชให้สาวกองค์สุดท้าย เป็นที่ตรัสเทศนาปัจฉิมโอวาทสุดยอดแห่งพระธรรมคำสอนคือความไม่ประมาท ดังนี้"อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ"แปลว่า"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ”ภายในพระวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ ปางปรินิพพาน ขนาดความกว้าง 23 ฟุต 9 นิ้ว เป็นพระประติมากรรมที่งดงามยิ่ง พระอาจารย์บุญทิ้งนำพวกเราสวดมนต์ เวียนปทักษิณาวัตร ถวายผ้าห่มองค์พระ พร้อมด้วยเครื่องสักการะบูชา และนั่งสมาธิ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา

หลังจากกราบสักการะ ณ พุทธวิหารปรินิพพานแล้ว พระอาจารย์บุญทิ้งนำพวกเราเดินทางต่อไปยังมกุฏพันธเจดีย์ ซึ่งอยู่ห่างจากพุทธวิหารไปทางทิศตะวันออก 1 กิโลเมตร ซึ่งในสมัยพุทธกาลเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ โดยตั้งเชิงตะกอนขึ้นในบริเวณมกุฎพันธเจดีย์แห่งนี้ เมื่อถวายพระเพลิงแล้ว จึงก่อพระสถูป ณ ที่ถวายพระเพลิงกลางทาง 4 แพล่ง พระอาจารย์นำพวกเราสวดมนต์และเดินเวียนปทักษิณาวัตร  ก่อนเดินทางต่อไปยังวัดไทยกุสินารา

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า หลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว กษัตริย์แห่งมัลละได้ประดิษฐานพระพุทธสรีระไว้ ณ เมืองกุสินาราเป็นเวลากว่า 7 วัน ก่อนที่จะประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ ในวันที่ 8 แห่งพุทธปรินิพพาน การที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราซึ่งเป็นเมืองเล็ก เป็นสถานที่ปรินิพพานมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญคือ ทรงทราบดีว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระสรีระและพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จะถูกแคว้นต่างๆ แย่งชิงไปบูชา หากพระองค์ปรินิพพานในเมืองใหญ่ เมืองใหญ่เหล่านั้นอาจไม่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้เมืองเล็กๆ เช่น เมืองกุสินารา หลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน เจ้าผู้ครองแคว้นต่างพากันยกกองทัพหลวง รวมจำนวน 8 กองทัพ มาล้อมเมืองกุสินาราเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยความที่กุสินาราเป็นเมืองเล็ก จึงต้องยอมระงับศึก โดยแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทุกเมืองโดยไม่ต้องเกิดสงคราม มีโทณพราหมณ์เป็นผู้เจรจาและประกอบพิธีแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้เป็น 8 ส่วน และพระอังคารธาตุอีก 1 ส่วน

            หลังจากนั้น พระอาจารย์บุญทิ้งนำพวกเราแวะเยี่ยมวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ.2537 ภายใต้ดำริของพระสุเมธาธิบดี อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ โดยมีพระราชรัตนรังษี ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2542พวกเราได้รับประทานอาหารเย็นที่ “อู่ข้าว” สถานที่ที่วัดจัดเตรียมไว้บริการผู้จาริกแสวงบุญได้ลิ้มลองอาหารแสนเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะแกงส้มผัก ก่อนเดินทางไปยังโรงแรมที่พักที่โครักขปูร์ (Korakabu)

               เช้าวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2556 พวกเราออกเดินทางจากโครักขปูร์ไปยังเมืองไวสาลี หรือ ไพสารี ระหว่างทางจากเมืองไวสาลีและเมืองกุสินารา พระอาจารย์บุญทิ้ง พระธรรมวิทยากรนำพวกเราแวะที่มหาสถูปแห่งเกสริยา (Kesariya)ในปัจจุบันอยู่ห่างจากกุสินาราประมาณ 120 กิโลเมตร ในเขตรัฐพิหาร สถูปแห่งเกสริยานี้เป็นมหาสถูปพบใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ชเวดากองและพระมหาสถูปบุโรพุทโธ ทำให้มีผู้สันนิษฐานว่ามหาสถูปแห่งเกสริยาเป็นต้นแบบของมหาสถูปทั้งสอง สถูปแห่งเกสริยาในสมัยพุทธกาลเป็นสถานที่ประดิษฐานบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประทานแก่ชาววัชชี เมืองไวสาลีที่ตามมาส่งเสด็จพระพุทธองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จไปยังเมืองกุสินารา เพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน

กล่าวถึงเมืองไวสาลีในสมัยพุทธกาล เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง รวมทั้งเป็นที่กำเนิดของพระมหาวีระศาสดาของศาสนาเชนและที่เป็นต้นกำเนิดของการทำน้ำมนต์ในพุทธศาสนา เนื่องจากได้เกิดอหิวาตกโรคทั่วเมืองเวสาลี ประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก กษัตริย์ลิจฉวีจึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้ามาโปรดชาวเมือง เพื่อระงับโรคระบาดด้วยพระพุทธบารมี พระพุทธเจ้าจึงนำเหล่าภิกษุ500 รูป สวดพระพุทธมนต์และสวดรัตนสูตร ทำน้ำพระพุทธมนต์ แล้วให้พระอานนท์นำไปประพรมทั่วเมืองไวสาลี ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุภาพบันดาลให้ฝนตกห่าใหญ่ ตกลงมาท่วมเมือง กวาดล้างซากศพและโรคร้ายลอยไปตามกระแสน้ำฝนจนหมดสิ้น โรคระบาดก็พลันหายไป พระพุทธองค์ได้ตรัสรัตนสูตรโปรดเวไนยสัตว์อยู่ 7 วัน มีผู้บรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก เมืองนี้จึงเป็นที่เกิดแห่งพระปริตรและเกิดประเพณีการทำน้ำพุทธมนต์มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ เมืองไวสาลียังเป็นสถานที่กำเนิดภิกษุณีในพระพุทธศาสนา กล่าวกันว่าพระนางปชาบดีโคตรมีพระน้านางที่เป็นผู้เลี้ยงเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารตั้งแต่ประสูติได้เพียง 7 วัน หลังจากพระนางสิริมหามายาพระมารดาทิวงคต เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชจนและได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกจำนวนมากได้เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพุทธบิดาและพระญาติทั้งปวง พระนางปชาบดีโคตมี มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้าปรารถนาจะเสด็จออกบวช พร้อมด้วยหญิงบริวารจำนวน 500 คน พร้อมใจกันปลงผมและนุ่งผ้ากาสายะเข้าไปเฝ้าพระพุทธจ้าเพื่อขออุปสมบทที่เมืองกบิลพัสดุ์ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต พระนางก็ทรงพยายามเข้าอ้อนวอนขออุปสมบทถึงสามครั้ง พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต แม้กระนั้นพระนางปชาบดีโคตรมีก็ไม่ทรงละความพยายาม เมื่อพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์ พระนางพร้อมด้วยบริวารก็พากันตามเสด็จมาจนจึงเมืองไวสาลี และได้ยืนร้องไห้อยู่ใกล้ประตูพระวิหาร พระอานนท์ได้มาพบและสอบถามทราบความแล้ว ก็อาสาไปกราบทูลขออนุญาต พระอานนท์กราบทูลขออนุญาตต่อพระพุทธเจ้าเพื่อทรงอนุญาตให้พระนางได้อุปสมบท พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธถึงสามครั้ง พระอานนท์จึงกราบทูลถามว่า หากสตรีได้บวชแล้วจะได้บรรลุมรรคผลหรือไม่ พระพุทธเจ้าก็ทรงยอมรับว่าสามารถบรรลุมรรคผลได้เช่นเดียวกับบุรุษ พระพุทธเจ้าทรงจำนนด้วยเหตุผล จึงทรงยอมให้พระนางปชาบดี พร้อมด้วยบริวารได้อุปสมบทเป็นภิกษุณี โดยการรับครุธรรม 8 ประการ โทษเท่ากับปาราชิกของพระภิกษุ และทรงบัญญัติให้ภิกษุณีต้องอุปสมบทในพระสงฆ์สองฝ่าย คือเมื่อได้รับอุปสมบทจากภิกษุณีสงฆ์แล้ว ก็ต้องมารับการอุปสมบทจากภิกษุสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นภิกษุณีที่สมบูรณ์ได้ นอกจากเมืองไวสาลีจะเป็นแหล่งกำเนิดภิกษุณีแล้ว ยังเป็นเมืองที่กำหนดของการบัญญัติปาราชิกและเป็นเมืองที่พระพุทธองค์ทรงปลงมายุสังขารขณะที่ทรงประทับอยู่ที่วัดโฆษิตารามว่า “ต่อแต่นี้ไปอีกสามเดือน ตถาคตจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน” แล้วเสด็จออกจากเมืองไวสาลี เพื่อเสด็จสู่เมืองกุสินาราต่อไป

พระอาจารย์บุญทิ้ง พระธรรมวิทยากรนำพวกเราแวะเยี่ยมชมเสาอโศกที่ป่ามหาวัน เมืองไวสาลี ซึ่งเป็นเสาอโศกที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดของประเทศอินเดีย โดยมีความสูง 11 เมตรกล่าวถึงป่ามหาวันในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่ไวสาลีหลายครั้งแต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลา วัดป่ามหาวันเป็นส่วนใหญ่พระสูตรหลายพระสูตรจึงเกิดขึ้น ณ เมืองแห่งนี้ และที่กูฏาคารศาลาแห่งนี้ เป็นที่ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระน้านางพร้อมกับบริวารอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลกนอกจากนี้ ในการเสด็จครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ ทรงรับสวนมะม่วงของนางอัมพปาลีนางคณิกาประจำเมืองไวสาลี ได้อุทิศถวายเป็นอารามในพระพุทธศาสนา

หลังจากเยี่ยมชมป่ามหาวันแล้ว พระอาจารย์บุญทิ้งได้นำคณะเดินทางกลับสู่เมืองคยา เพื่อน้อมกราบสักการะพระมหาเจดีย์พุทธคยา และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น

เช้าของวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2556 พวกเราออกเดินทางแต่เช้าตรู่จากเมืองคยาสู่เมืองโกลกาตา (Kolkata)หรือมีชื่อเดิมว่ากัลกัตตา (Calcutta) เป็นเมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เพื่อขึ้นเครื่องที่สนามบินโกลกาตา เดินทางกลับกรุงเทพฯ เวลาในการเดินทางจากเมืองคยาถึงเมืองโกลกาตาประมาณ 9-10 ชั่วโมง เมืองโกลกาตาเคยเป็นเมืองหลวงของอินเดียในสมัยการปกครองของอังกฤษ จึงทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการศึกษาสมัยใหม่ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมและการเมือง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2454 จึงได้ย้ายเมืองหลวงไปนิวเดลี

คณะออกเดินทางกลับโดยสายการบินIndigo เที่ยวบิน6E 77 จากโกลกาตาสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ นับได้ว่าการเดินทางแสวงบุญในประเทศอินเดีย-เนปาลครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้คณะเดินทางได้ไม่รู้ลืม

ก่อนจะจากกันไป ขอฝากข้อคิดดีๆ ของพระราชรัตนรังษี ไว้ดังนี้

“ผู้ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญถึงพุทธสถานของพระพุทธองค์ประกอบด้วยแรงศรัทธาที่แตกต่างกัน แต่วัตถุประสงค์ของการเดินทางมาที่อินเดีย ตามที่ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี(วีรยุทธ์) ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ กล่าวไว้ดังนี้ว่า...มาแดนพุทธภูมิเพื่อ

            มาไหว้พระ                                …เป็นเมืองกำเนิดพระพุทธศาสนา แหล่งแสวงบุญชาวพุทธ

            มาพบปะสิ่งต่าง ๆ                      …เป็นศูนย์รวมแห่งความหลากหลาย

            มาเปิดกว้างทางความคิด             …เป็นตะกร้าแห่งความคิดบ่อเกิดแห่งศาสนาหลากหลาย

            มาตั้งจิตปฏิบัติธรรม                    …เป็นโรงเรียนเตรียมความเป็นพระอริยะ

            มาน้อมนำสิ่งที่ดีกลับไป               …เป็นที่ให้โอกาสแก่ผู้แสวงหา

            มาทำใจให้ถึงพระนิพพาน            …เป็นที่พบบรมธรรม”

           ขออาราธนาอานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย จงปกป้องคุ้มครองท่านและครอบครัว ให้นิราศทุกข์และอุปัทวันตรายทั้งปวง ณ วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษานี้

Channel3 Apps

ดูทีวีออนไลน์

ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 33HD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 28SD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 13Family

APPLICATIONS

  • 3 LIVE Application

    3 LIVE

    3 LIVE Application IOS 3 LIVE Application Android
  • KrobKruaKao Application

    KrobKruaKao

    KrobKruaKao Application IOS KrobKruaKao Application Android
  • Ch3Thailand Application

    Ch3Thailand

    Ch3Thailand Application IOS Ch3Thailand Application Android