ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด
Ch3Thailand Logo

บัญชา เปิดมุมมอง อนาคตเศรษฐกิจไทย54

เปิดอ่านแล้ว 126 ครั้ง

/tv3admin/uploaded/store/images/main(224).jpg'/>

    เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมาบรรดาผู้บริหาร CEO จากหลากหลายบริษัทชั้นนำได้เข้าร่วมการสัมมนา CEO 2011:Chief Economic Outlook โดยมีดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมทั้งวิทยากรอีก 3 ท่าน คือนาย ประเสริฐ            บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)และ               นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน)ร่วมเสวนากันในหัวข้อ“มุมมองเศรษฐกิจสำคัญปี 2554” ที่ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เน้น 3 เรื่องเร่งด่วนเพื่อการปรับตัวรับมือภาวะเศรษฐกิจต่อการฟื้นตัวที่ไม่สมดุล เนื่องจากภูมิภาคของไทยและเอเชียมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งไทยเองถึงจะมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมแต่ก็น่าจะโตได้อีก 7%หรือ 7%กว่า  โดยสิ่งที่ต้องปรับเร่งด่วนมี 3 ข้อ ดังนี้

1. ในปัจจุบันการลงทุนต่อจีดีพีนั้นไทยอยู่ในระดับไม่ถึง 22%ซึ่งถือว่าต่ำกว่าสิงค์โปร มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ดังนั้นต้องมีกลยุทธ์ระยะยาวรวมถึงทิศทางและวางตำแหน่งของตัวเองให้ชัดเจน เช่น มาเลเซียที่รัฐมีเป้าหมายจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้
2. การเพิ่มขีดความสารถในการแข่งขัน ซึ่งปัจจุบันไทยถูกลดอันดับลงจากรายงานล่าสุดของเวิล์ด อีโคโนมิค ฟอรัมจากที่ 36 ลงไปที่ 38 ในปีนี้ โดยหากไทยไม่ยกระดับก็จะเสี่ยงเป็นประเทศรับจ้างผลิต ไม่สามารถเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้ามูลค่าสูงได้
3. การมีกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคที่ยืดหยุ่น โดยในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ใช้นโยบายทางการเงิน และการกำกับสถาบันการเงิน รวมถึงการควบคุมเงินทุนผ่านทางตลาดหลักทรัพย์  โดยสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เป็นตัววัดเศรษฐกิจการเงินว่ามีปัญหาหรือไม่ก็ประกอบไปด้วย
a. เสถียรภาพด้านเงินตราต่างประเทศ
b. สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
c. หนี้ภาคครัวเรือน
d. ภาวะอสังหาฯ
e. ภาวะราคาในตลาดหลักทรัพย์
f. ฐานะการเงินของธุรกิจ
g. ฐานะการคลัง
โดยในทั้ง 7 ตัวนี้ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสัญญาณว่ามีปัญหาในด้านใดก็จะเข้าไปป้องกันไว้ก่อนไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดจึงจะเข้าไปแก้ การป้องกันก็ด้วยการส่งสัญญาณเพื่อเตือนให้มีการปรับตัวในภาคนั้นๆ

       ด้านนายกานต์ ตระกูลฮุน ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้าไทยน่าจะมีการขยายตัวได้ 4–5%ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะอยู่ที่ 5%หรือมากกว่านั้นก็เป็นได้ เนื่องจากจะมีเงินทุนไหลเข้ามาเยอะ ซึ่งในปีนี้ยังถือว่าน้อยอยู่เพราะทั้งรัฐและเอกชนลงทุนรวมเพียง 25%เท่านั้น แต่คาดว่าน่าจะเริ่มดีขึ้นในปีหน้าเนื่องจากเริ่มมีการใช้กำลังการผลิตเต็มทีแล้ว ทำให้จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นบวกกับปัจจัยทางการเมืองซึ่งเริ่มดีขึ้นแล้ว ทำให้ความมั่นใจมากขึ้นและจะทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนด้วย

   ส่วนนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซีอีโอ ปตท.กล่าวถึงอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าคงจะกลับไปอยู่ในระดับปกติที่ 4-5%ส่วนราคาน้ำมันเนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ราคาน้ำมันก็มีการปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งในปีหน้าราคาน้ำมันดิบก็น่าจะอยู่ในช่วงราคา 80–90 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะสะท้อนเป็นราคาขายปลีกประมาณบวกลบ 90 ดอลลาร์ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันมากนักและจะไม่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมภาคขนส่ง ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจก็มีในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย การเมือง และเศรษฐกิจโลก ซึ่งในเรื่องเศรษฐกิจโลกนั้นยังมีความผันผวนอยู่มาก ทั้งในเรื่องการว่างงานระดับสูง หนี้สาธารณะ และเท่าที่ตนได้ไปที่การประชุมของกลุ่มจี–20 ก็เห็นว่าผู้นำของชาติมหาอำนาจยังเห็นแตกต่างกัน อย่างในยุโรปผู้นำเยอรมันก็บอกว่ารัฐต้องค่อยๆ ถอนตัวปล่อยให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้น ส่วนอังกฤษบอกว่ารัฐต้องอัดฉีดเงิน ขณะที่อเมริกาก็ยืนยันว่าการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมีความจำเป็น
สำหรับแผนการลงทุนของปตท.ก็ได้ตั้งเป้าไว้ว่าต้องการจะเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และติดอันดับ 1 ใน 100 ของการจัดอันดับธุรกิจในนิตยสารฟอร์จูนภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องมียอดขาย 4 ล้านล้านบาท ฉะนั้นก็จะต้องลงทุนขยายกิจการไปในต่างประเทศเพื่อหาแหล่งพลังงาน ซึ่งเงินที่จะลงทุนใน 10 ปีข้างหน้าก็ต้องลงทุนอีกประมาณ3 ล้านล้านบาท จากจำนวนนี้จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศถึง 50%และนอกจากปตท.แล้วคาดว่าธุรกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ของไทยก็น่าจะมีการไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเช่นกันสอดคล้องกับภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป

       ด้านนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน)เผยภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ตลอดปีนี้ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลน่าจะมีปริมาณบ้านที่อยู่อาศัยราวๆ 85,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 250,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ 10%เป็นประมาณ 90,00–95,000 ยูนิต ถึงแม้ว่าจีดีพีจะโตลดลงเหลือ 4–5%ก็ตาม โดยคอนโดจะมีสัดส่วน 45%ทาวเฮ้าส์และบ้านเดี่ยวอย่างละประมาณ 25%สำหรับสาเหตุที่คาดว่าจะมีการขยายตัวนั้น เนื่องจากในภาคที่อยู่อาศัยมีความต้องการสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็พัฒนาผลิตภัณฑ์มาตอบรับได้และมีการปรับตัวที่ดีเช่นกัน นอกจากนั้นปัจจัยทางการเมืองก็ยังมีแนวโน้มไปในทางที่ดีรวมถึงการมีการเลือกตั้งในปีหน้าด้วย
สำหรับการลงทุนในอนาคต พฤกษาก็มีแผนจะไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งตลาดใหญ่มากประเมินกันว่าในประเทศยังขาดที่อยู่อาศัยอยู่ประมาณ 24 ล้านยูนิต และแม้จะมีอุปสรรคในเรื่องการหาที่ดิน ขอใบอนุญาตแต่ก็เชื่อว่าจะจัดการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของบ้านที่พฤกษาฯ ไปสร้างนั้นทางอินเดียก็ให้การยอมรับว่ามีการคุณภาพสูงมาก ทั้งๆ ที่ถ้าวัดตามมาตรฐานของบริษัทแล้วยังเป็นแค่บ้านท่าร้างไว้ระดับกลางๆ เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของบริษัทที่ยังสูงกว่าบริษัทในต่างประเทศพอสมควร
ทั้งหมดนี้คือแนวคิดของวิทยากรทั้งหมด ซึ่งได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี2554 ว่าจะมีทิศทางไปอย่างไรรวมถึงสามารถแก้ไขได้อย่างไร ซึ่งทุกอย่างก็ได้คำตอบทั้งหมดในงานสัมมนา CEO 2011:Chief Economic Outlook ที่ทางสถานีวิทยุครอบครัวข่าว FM 106 MHz.ได้จัดขึ้นร่วมกับ คุณบัญชา ชุมชัยเวทย์ ครั้งต่อไปสถานีวิทยุครอบครัวข่าวจะมีหัวข้อสัมมนาในหัวข้ออะไรติดตามกันได้ที่ FM 106 Mhz.วิทยุครอบครัว เข้าใจทุกข่าว เข้าถึงทุกคน

 

ดูทีวีออนไลน์

ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 33HD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 28SD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 13Family

APPLICATIONS

  • 3 LIVE Application

    3 LIVE

    3 LIVE Application IOS 3 LIVE Application Android
  • KrobKruaKao Application

    KrobKruaKao

    KrobKruaKao Application IOS KrobKruaKao Application Android
  • Ch3Thailand Application

    Ch3Thailand

    Ch3Thailand Application IOS Ch3Thailand Application Android