Ch3Thailand Logo

งานเสวนาสมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

เปิดอ่านแล้ว 169 ครั้ง

สารจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช(วัดสระเกศ)
/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7.jpg/>
                        ความสามารถบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม เป็นเหตุให้สังคมมีความเจริญและความร่มเย็น ระงับความเสื่อมและความรุ่มร้อน ความสามารถมีต่าง ๆ กัน เมื่อนำความสามารถรวมกันเข้า ก็จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน โลกเจริญและร่มเย็น เพราะต่างช่วยกันสร้างด้วยความสำนึกอย่างเดียวกัน คือ บำเพ็ญประโยชน์ ในโอกาสที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดเสวนา เรื่องสมาฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน นับได้ว่า เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ ดังที่ปรากฏ ขอคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดคุ้มครอง รักษา คณะผู้ร่วมทำงานให้มีความสามารถยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อบำเพ็ญประโยชน์สืบไปตลอดกาลนาน

สารจากท่านอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี 
/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%AA-%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5.jpg/>
                        น้อมนำ ความเมตตา เป็นหลักสำคัญในการทำให้เกิดความสมานฉันท์ปรองดอง แก่ผู้ร่วมงานเสวนาสมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน ความดังนี้...
                        ท่านศาสดามูฮัมมัด มีวัจนะไว้ ความว่า “ท่านทั้งหลายจงมีเมตตาต่อผู้ที่อยู่ในผืนแผ่นดิน แล้วผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าจะให้ความเมตตาแก่ท่าน”(รายงานโดย อบูดาวู้ด และติรมีซีย์) “ผู้ใดไร้เมตตาธรรม ผู้นั้นย่อมมิได้รับความเมตตา” (รายงานโดย อิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม) “ผู้ใดไม่ให้ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ อัลเลาะฮ์ก็จะมิให้ความเมตตาแก่เขา” (รายงานโดย อิหม่ามมุสลิม)  ความเมตตา คือความรักและเอ็นดู คือความปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้สุข ดังนั้น ผู้ที่มีความเมตตาจึงเป็นผู้ที่มีจริยธรรมชั้นสูง และหากผู้ใดปรารถนาจะเป็นผู้ที่มีจริยธรรมชั้นสูง ผู้นั้นต้องสร้างความเมตตาในหมู่ชนของตน และมีปฏิสัมพันธ์กับหมู่ชนอื่นด้วยความเมตตาเช่นกัน
                       และเมื่อหมู่ชนทุกฝ่ายในสังคมมีความเมตตาต่อกัน นั่นหมายถึง ทุกฝ่ายมีความประพฤติที่ดีที่ชอบคงมั่นอยู่ในศีลธรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความเมตตาที่เกิดจากหัวใจที่อ่อนโยน บริสุทธิ์ และจริงใจ จึงทำให้เกิดการปรองดอง ความสมานฉันท์ และความรักความสามัคคีที่มีต่อกันของคนไทย อันจะนำไปสู่ความสงบสุขสันติอย่างแท้จริงและยั่งยืนตลอดไป

สารจากท่านมุขนายก ยอเซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์
ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อศาสนสัมพันธ์และคริสตสัมพันธ์
สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย
/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%9F-%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8.jpg/>
                        คริสตชนคาทอลิกในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย จึงไม่อาจนิ่งนอนใจในสถานการณ์ความรุนแรง ครั้งนี้ เพราเรามีความเชื่อว่า“มนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งเป็นองค์ความรัก เราจึงจำเป็นต้องเปี่ยมด้วยความรักต่อประเทศชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพี่น้องร่วมชาติของเราทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่แบ่งแยก”

นานาทรรศนะ วาทะที่น่าสนใจเกี่ยวกับ สมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B5.jpg/>
พระราชปฏิภาณมุนี(บุญมา)ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดประยูรวงศาวาส
                  “ปรองดอง” เป็นภาษาเขมร ซึ่งมีความหมายว่า มองไปที่เขาและมองมาที่เรา ทั้งเขาทั้งเราเมื่อมองกันแล้วว่ามีอะไรดีๆที่ให้แก่กันบ้าง ดังนั้นความหมายก็แปลว่า ตกลงกันด้วยไมตรีจิตปรารถนาดีต่อกัน และต้องเริ่มต้นด้วยการไม่แบ่งแย่ง ไม่ช่วงชิง ส่วนมุมมองของอาตมา คือ ต้องไม่มีการแก่งแย่งผลประโยชน์กัน อย่างไรก็ตามสถานการณ์ ในบ้านเรามองดูแล้ว เต็มไปด้วยการแก่งแย่งช่วงชิง ซึ่งทางวาจาไม่มีที่จะพูดถึงกันให้เกียรติกันหรือสัมพันธ์กัน ส่วนที่มีการพูดกันถึงเรื่องการปรองดอง แต่จริงๆแล้วพฤติกรรมที่ออกมาไม่ใช่ปรองดอง ดังนั้นถ้าจะนำคำนี้มาคุยกันก็ฟันธงได้เลยว่า“ไม่ใช่ปรองดอง”แสดงว่าเรายังข้ามไม่ถึงปรองดอง แต่พยายามที่จะข้ามไปให้ถึงจุดนั้น แต่เราก็ไม่รู้ว่าปรองดอง คืออะไร เปรียบเสมือนคนจะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่กลับไม่รู้ว่าเชียงใหม่อยู่ที่ไหน ก็คงไปไม่ถึง

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%94%E0%B8%A3_%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%95-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5.jpg/>
ดร.วิศรุต เลาะวิถี   ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี หัวหน้าหลักสูตรอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต
                   สังคมไทยเป็นพหุสังคม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และความเชื่อ ส่วนคำว่า“ปรองดอง”นั้น เป็นคำสั้นๆ แต่แฝงเร้นด้วยความหมายอย่างยิ่ง ดังนั้น การให้เกียรติและยอมรับความแตกต่างระหว่างกันในทุกมิติ     โดยปราศจาก“อคติ”ทั้งปวง จึงเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนต้องหยิบยื่นให้แก่กัน ซึมซับความคิดด้วยการมองความแตกต่างดังกล่าว โดยถือเป็นเสน่ห์และความสวยงามของสังคมไทย และเมื่อถึง ณ จุดนั้น ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงทางสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ก็จะเป็นภาพลักษณ์ที่มีความคมชัดแบบยั่งยืนอย่างแน่นอน
คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอม มูนิเคชั่นส์ จำกัด 
                   ในเรามีเขา ในเขามีเรา เมื่อเราตระหนักว่า เราทั้งผองล้วนพี่น้องกันอย่างแท้จริง และสามารถเปิดประตูหัวใจสื่อสารกันได้ เราจะยอมรับในความแตกต่างทางความคิดและทิฏฐิมานะทั้งปวง เราจะใช้หัวใจคุยกัน สื่อสารกัน มีความหนักแน่นและมีใจที่เป็นกลาง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะมีการยกโทษให้กับการกระทำผิด เพราะหน้าที่เป็นเรื่องภายนอก การปล่อยวางเป็นเรื่องภายใน เมื่อกระทำสิ่งใดแล้ว การกระทำนั้นย่อมส่งผล ไม่เป็นโมฆะ และผู้กระทำย่อมได้รับผลของการกระทำนั้น ผู้มีอำนาจต้องทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมาและเปิดเผย ในขณะที่ภายใน คือหัวใจ ก็ควรปล่อยวาง พร้อมให้อภัยกับการกระทำนั้น แม้ว่าจะโดนข่มเหงให้เจ็บช้ำน้ำใจก็ตาม หากทำได้ดังนี้แล้ว การปรองดองก็จะเริ่มต้นขึ้น และเบ่งบานงอกงามในสังคมตราบนานเท่านาน
                   นอกจากนี้ หลักสำคัญในการดำเนินชีวิต ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว ได้นำ หลักพรหมวิหาร 4 อันประกอบด้วย คุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและปฏิบัติ เพราะเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้น ล้วนเป็นบททดสอบความหนักแน่นของจิตใจเราเองว่าเรามีความเข้มแข็งเพียงใด

รายงานยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง คณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ครั้งที่ ๒ 

                   ผลลัพธ์สูงสุดของภารกิจที่สำคัญของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ คอป. คือ เพื่อให้เกิดการปรองดองของประเทศ  ซึ่งมีการตั้งอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง ในการพยายามเน้นบทบาทในการเป็นตัวกลาง ประสานให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งสามารถเจรจาพูดคุยกันได้ เพื่อหาแนวทาง ในการให้เกิดการปรองดองอย่างเป็นระบบ และนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรม ในการยับยั้งไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นใหม่หรือขยายตัว เช่น จัดเสวนาประสานงานองค์กรต่างๆ จนนำไปสู่การรวมตัวเป็นเครือข่าย“ก้าวข้ามความรุนแรงสู่สังคมปรองดอง”

ความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า 
                   “การที่จะให้อภัยกันได้นั้น ความจริงของเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความสูญเสีย และกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคมอย่างรุนแรงนั้น ควรต้องได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อให้คำอธิบายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้บทเรียนในอดีต และป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งมิใช่การมุ่งค้นหาตัวคนผิดหรือแก้แค้น ทั้งนี้ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว จะต้องยอมรับผิดต่อการกระทำของตนอย่างจริงใจ ซึ่งจะเป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในทางหนึ่ง และทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา”

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%A3%E0%B8%A8_%E0%B8%94%E0%B8%A3_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90--%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9E%E0%B8%87.jpg/>
รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา  
                   การปรองดอง ไม่ใช่เอาเสียงข้างมากไปข่มเสียงข้างน้อย แต่ต้องเห็นพ้องด้วยกันทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องอยู่บนหลักของนิติรัฐ ดังนั้นต้องอาศัยเวลาในการตกผลึก เรื่องการปรองดองถ้ามีอะไรแฝงเร้นตนเชื่อว่าปรองดองไม่ได้ เมื่อไม่ใช่ข้อยุติแต่อาจจะกลายเป็นเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ด้วยซ้ำไป ควรจะค่อยๆทำความเข้าใจกัน ในประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้ง แล้วหาทางออกที่วินวินกันทุกฝ่าย แต่ขณะนี้กำลังมีการเผชิญหน้ากันอยู่ และประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งค่อนข้างแรง เท่าที่เห็นก็เป็นพวกมากลากไป ดังนั้นถ้ายังเห็นต่างกันอยู่ปรองดองก็เป็นได้แค่วาทะกรรม 

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0-%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%98%E0%B8%A3.jpg/>
นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม  ภรรยา พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม

                     “ปรองดองในความเข้าใจของเราก็คือว่า ทำให้ความรู้สึกของคนในชาติดีขึ้น ทำให้ความรู้สึกโกรธแค้นเคียดแค้นชิงชังระหว่างกันหายไป แล้วกลับมาอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ เราได้ทำอะไรเพื่อนำไปสู่จุดนั้นหรือยัง เวลานี้บรรยากาศมันยังมีความไม่ไว้วางใจกันสูง สิ่งที่เกิดขึ้นพัฒนาการของเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็มีความสำคัญที่จะทำให้บรรยากาศความไม่ไว้วางใจมีมากขึ้นหรือไม่ วิธีการที่จะทำให้เกิดความปรองดอง คือ สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมตอนนี้ก็คือเยียวยาและนิรโทษกรรม แต่มันใช่สิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องการหรือเปล่า อย่างน้อยกลุ่มเหยื่อที่ได้รับผลกระทบ ครอบครัวญาติผู้เสียชีวิตก็ออกมาพูดด้วยเสียงเดียวกันว่ายังต้องการข้อเท็จจริงและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อที่จะไม่ให้คนผิดมีโอกาสทำผิดอีก ไม่ให้คนบริสุทธิ์ในสังคมมีความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายอีก ซึ่งมีวิธีการอะไร ที่จะป้องปรามตรงนั้น” 
                   หลากหลายทรรศนะมุมมอง ว่าด้วยเรื่อง สมานฉันท์ปรองดอง... แล้วคุณ...คิดต่างเห็นต่าง เช่นไร?ร่วมแสดงความเห็นกับ“กลุ่มอาทรเสวนา ๔ส๓ สถาบันพระปกเกล้า” ผ่านทางเว็บไซต์www.peacetalk.in.th 

บทสรุปการรับฟังความเห็นประชาชนในงานเสวนาสมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

                    ภายหลังจากพิธีเปิดการเสวนาในภาคเช้าซึ่งประกอบด้วยการบรรยายพิเศษ เรื่อง สมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี การอภิปรายเสวนา เรื่อง“บทบาทของศาสนาในการส่งเสริมความสมานฉันท์ปรองดอง”และการอภิปรายเสวนา เรื่อง“ประชาชนควรคิด-ควรทำอย่างไรในยุคสมานฉันท์ปรองดอง”  แล้ว ในภาคบ่ายเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้แบ่งกลุ่ม  เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นผ่านกระบวนการพูดคุย(dialogue)๓ รูปแบบได้แก่ ๑)กระบวนการ Public Deliberation ๒) กระบวนการ World Café และ ๓)กระบวนการ Imaginary Continuum ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือในการรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนตามแนวทางอาทรเสวนาซึ่งสามารถเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความเห็นกันอย่างทั่วถึง       
                   เมื่อได้ผลการเสวนาจาก ๓ กลุ่มดังกล่าวแล้ว ในตอนท้ายได้มีขั้นตอนการนำเสนอและพูดคุยระหว่างผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งหมด เพื่อประมวลความเห็นจากข้อสรุปของทั้ง ๓ กลุ่มย่อย โดยที่ประชุมได้สรุปเห็นพ้องกับแนวทางสร้างความสมานฉันท์ปรองดองจากมุมมองของประชาชนที่เข้าร่วมการเสวนา ดังต่อไปนี้            
                   ๑. ส่งเสริมความสามัคคี และรู้จักหน้าที่ของตนเอง
                   ๒. ส่งเสริมให้ศาสนิกชนเข้าถึงศาสนาของตน โดยเฉพาะเรื่องความสมานฉันท์และปรองดอง
                   ๓. หาแนวทางเพื่อสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ
                   ๔. ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม
                   ๕. ให้นำศาสนาที่ตนเองนับถือเข้าสู่บ้านและชีวิตประจำวัน
                   ๖. ให้นักการเมืองมองผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เลิกมองผลประโยชน์ส่วนตน ขณะเดียวกัน ต้องสร้าง 
                   ภาคประชาชนให้มีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มองผลประโยชน์ส่วนรวม(ไม่ถูกชักนำหลงเชื่อเป็นมวลชนแนว
                   ร่วมได้โดยง่าย)
                   ๗. ยกเลิก พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๙๑
                   ๘. สร้างแนวคิดใหม่ ด้วยการจัดกิจกรรมศาสนาสัมพันธ์ ด้านจริยธรรม ความซื่อสัตย์ ที่มุ่งประโยชน์ต่อประเทศชาติ  
                   ให้แก่คนในชุมชนโดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลัก
                   ๙. ให้เร่งค้นหา และเปิดเผยความจริง ของเหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย
                   ๑๐.จัดตั้งตัวแทนจากนานาศาสนาเพื่อหาต้นแบบความสมานฉันท์และนำเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาความ
                   ขัดแย้ง ตามวิถีประชาของชุมชนนั้น ๆ
                   ๑๑.ให้มีกฎกติกาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ความปรองดอง
                   ๑๒.ให้ความรู้ทางด้านการเมืองกับประชาชน อย่างต่อเนื่อง


รู้จักเครื่องมือในการพูดคุยรับฟังความเห็น(dialogue)ที่ใช้ในการเสวนา
สมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

                   กระบวนการประชาเสวนาหาทางออก(public deliberation)เป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การตัดสินใจในเรื่องยากๆที่หลายๆฝ่ายต่างมีพื้นฐานความรู้ความคิดที่แตกต่างกัน แต่มีโจทย์หรือปัญหาที่ต้องการร่วมกันหาทางออก ฟังกันโดยถ้วนทั่ว แล้วพยายามสร้างกระบวนการตัดสินใจเลือกที่ไม่ใช่การยกมือเพื่อลงมติ แต่เป็นฉันทามติที่เกิดจากการได้ฟังผู้อื่นที่เห็นต่างทั้งหลาย แล้วได้มาพิจารณาข้อดีข้อด้อยอย่างชัดเจน แล้วจึงตัดสินใจเลือกร่วมกัน

โต้วาทีสานเสวนาประชาเสวนาหาทางออก
แข่งขันแลกเปลี่ยนชั่งน้ำหนักดู
โต้แย้งอภิปรายเลือก
สนับสนุนความเห็นเราสร้างความสัมพันธ์ตัดสินใจเลือก
หาเสียงข้างมากแสวงหาความเข้าใจแสวงหาความเห็นร่วม
ชักจูงใจค้นหาความเข้าใจค้นหาจุดร่วม
พยายามเจาะลึกลงไปเชื่อมเข้าหากันตีกรอบเพื่อตัดสินใจเลือก
โครงสร้างแน่นตึงโครงสร้างหลวมๆโครงสร้างยืดหยุ่น
พูดแสดงออกฟังเรียนรู้
รวดเร็วใช้เวลาใช้เวลา
ทำความชัดเจนทำความชัดเจนทำความชัดเจน
ชนะ/แพ้ไม่ตัดสินใจหาความเห็นร่วม

(ข้อมูลจาก“ความขัดแย้ง:หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา”โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์,สถาบันพระปกเกล้าและวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2555)


วิธีการสภากาแฟ(world café)พยายามก่อให้เกิดการสนทนาที่มีความหมายและลึกซึ้งที่เกิดขึ้นจากบรรยากาศแบบร้านกาแฟ ที่ผู้เข้าร่วมอภิปรายกันถึงคำถามหรือประเด็นบางประเด็นในกลุ่มเล็กๆที่นั่งล้อมโต๊ะกาแฟกัน ทุกๆสามสิบนาทีผู้เข้าร่วมจะย้ายไปที่โต๊ะตัวใหม่ ยกเว้นเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพประจำโต๊ะที่จะคอยทำหน้าที่สรุปเนื้อหาเติมเต็มกันและกันด้วยความคิดที่เกิดจากบทสนทนาก่อนหน้าและความคิดของสมาชิกที่มาใหม่ ในตอนท้ายของวิธีการ ก็จะมีการสรุปแนวคิดหลักๆในที่ประชุมรวม และมีการวางแผนการทำงานที่จะติดตามความคิดเหล่านั้น”
(ข้อมูลจาก“คู่มือสานเสวนาและการปฏิบัติงานร่วมกัน”โดยโยส วากเนอร์ แปลโดยเบญจรัตน์ แซ่ฉั่วและคณะ,มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย)

กระบวนการสานเสวนาด้วย‘Imaginary Continuum’
Imaginary continuums–เป็นเครื่องมือการสานเสวนาชนิดหนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นและเกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น โดยให้ลองจินตนาการเส้นหนึ่งเส้นกลางห้อง ซึ่งปลายสุดสองด้านจะเป็นมุมมองที่ตรงข้ามกันสุดขั้วในประเด็นที่กำหนด จากนั้นจะให้ผู้เข้าร่วมลองยืนบนจุดใดจุดหนึ่งบนเส้นตรงนั้นที่สอดคล้องกับมุมมองของตน กระบวนการนี้จะทำให้ทุกคนในห้องเห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของความคิดเห็นในประเด็นใดประเด็นหนึ่งชัดเจน และในขณะเดียวกันก็จะได้รับฟังมุมมองของกันและกันถึงเหตุผลและที่มาของความเห็นดังกล่าว
(ข้อมูลจาก“Democratic Dialogue–A Handbook for Practitioners”by Bettye Pruitt and Phillip Thomas,Institute for Democracy and Electoral Assistance(IDEA),2007)
                   หมายหตุ:อาทรเสวนาครั้งนี้ได้ถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์www.peacetalk.in.th,www.dpu.ac.th/liveหรือดูการถ่ายทอดสดตรงได้ที่www.bannok.comผู้สนใจยังสามารถร่วมแสดงความเห็นหรือส่งคำถามร่วมเสวนาใน  facebook ผ่านwww.facebook.comค้นหาหน้าที่ชื่อ“อาทรเสวนา”ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 

Channel3 Apps
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 33HD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 28SD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 13Family
Mello.me
YouTube Ch3Thailand

APPLICATIONS

  • 3 LIVE Application

    3 LIVE

    3 LIVE Application IOS 3 LIVE Application Android
  • KrobKruaKao Application

    KrobKruaKao

    KrobKruaKao Application IOS KrobKruaKao Application Android
  • Ch3Thailand Application

    Ch3Thailand

    Ch3Thailand Application IOS Ch3Thailand Application Android