Ch3Thailand Logo

บัญชา เปิดมุมมอง อนาคตเศรษฐกิจไทย54

เปิดอ่านแล้ว 1,513 ครั้ง

 /tv3admin/uploaded/store/images/main(224).jpg' />

     เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมาบรรดาผู้บริหาร CEO จากหลากหลายบริษัทชั้นนำได้เข้าร่วมการสัมมนา CEO 2011 : Chief Economic Outlook โดยมีดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมทั้งวิทยากรอีก 3 ท่าน คือนาย ประเสริฐ             บุญสัมพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายกานต์ ตระกูลฮุน  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ                นายทองมา  วิจิตรพงศ์พันธุ์  ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนากันในหัวข้อ “มุมมองเศรษฐกิจสำคัญปี 2554”  ที่ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เน้น 3 เรื่องเร่งด่วนเพื่อการปรับตัวรับมือภาวะเศรษฐกิจต่อการฟื้นตัวที่ไม่สมดุล  เนื่องจากภูมิภาคของไทยและเอเชียมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว  ซึ่งไทยเองถึงจะมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมแต่ก็น่าจะโตได้อีก 7% หรือ 7% กว่า   โดยสิ่งที่ต้องปรับเร่งด่วนมี 3 ข้อ ดังนี้

1. ในปัจจุบันการลงทุนต่อจีดีพีนั้นไทยอยู่ในระดับไม่ถึง 22% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าสิงค์โปร มาเลเซีย และอินโดนีเซีย  ดังนั้นต้องมีกลยุทธ์ระยะยาวรวมถึงทิศทางและวางตำแหน่งของตัวเองให้ชัดเจน เช่น มาเลเซียที่รัฐมีเป้าหมายจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้
2. การเพิ่มขีดความสารถในการแข่งขัน  ซึ่งปัจจุบันไทยถูกลดอันดับลงจากรายงานล่าสุดของเวิล์ด อีโคโนมิค ฟอรัมจากที่ 36 ลงไปที่ 38 ในปีนี้  โดยหากไทยไม่ยกระดับก็จะเสี่ยงเป็นประเทศรับจ้างผลิต ไม่สามารถเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้ามูลค่าสูงได้
3. การมีกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคที่ยืดหยุ่น  โดยในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ใช้นโยบายทางการเงิน  และการกำกับสถาบันการเงิน  รวมถึงการควบคุมเงินทุนผ่านทางตลาดหลักทรัพย์   โดยสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เป็นตัววัดเศรษฐกิจการเงินว่ามีปัญหาหรือไม่ก็ประกอบไปด้วย
a. เสถียรภาพด้านเงินตราต่างประเทศ
b. สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
c. หนี้ภาคครัวเรือน
d. ภาวะอสังหาฯ
e. ภาวะราคาในตลาดหลักทรัพย์
f. ฐานะการเงินของธุรกิจ
g. ฐานะการคลัง
โดยในทั้ง 7 ตัวนี้ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสัญญาณว่ามีปัญหาในด้านใดก็จะเข้าไปป้องกันไว้ก่อนไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดจึงจะเข้าไปแก้  การป้องกันก็ด้วยการส่งสัญญาณเพื่อเตือนให้มีการปรับตัวในภาคนั้นๆ

        ด้านนายกานต์  ตระกูลฮุน ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้าไทยน่าจะมีการขยายตัวได้ 4 – 5% ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะอยู่ที่ 5% หรือมากกว่านั้นก็เป็นได้  เนื่องจากจะมีเงินทุนไหลเข้ามาเยอะ  ซึ่งในปีนี้ยังถือว่าน้อยอยู่เพราะทั้งรัฐและเอกชนลงทุนรวมเพียง 25% เท่านั้น  แต่คาดว่าน่าจะเริ่มดีขึ้นในปีหน้าเนื่องจากเริ่มมีการใช้กำลังการผลิตเต็มทีแล้ว  ทำให้จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นบวกกับปัจจัยทางการเมืองซึ่งเริ่มดีขึ้นแล้ว  ทำให้ความมั่นใจมากขึ้นและจะทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนด้วย
 
    ส่วนนายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์ ซีอีโอ ปตท. กล่าวถึงอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าคงจะกลับไปอยู่ในระดับปกติที่ 4 - 5% ส่วนราคาน้ำมันเนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ราคาน้ำมันก็มีการปรับราคาสูงขึ้น  ซึ่งในปีหน้าราคาน้ำมันดิบก็น่าจะอยู่ในช่วงราคา 80 – 90 ดอลลาร์/บาร์เรล  ซึ่งจะสะท้อนเป็นราคาขายปลีกประมาณบวกลบ 90 ดอลลาร์ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันมากนักและจะไม่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมภาคขนส่ง  ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจก็มีในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย  การเมือง  และเศรษฐกิจโลก  ซึ่งในเรื่องเศรษฐกิจโลกนั้นยังมีความผันผวนอยู่มาก  ทั้งในเรื่องการว่างงานระดับสูง  หนี้สาธารณะ  และเท่าที่ตนได้ไปที่การประชุมของกลุ่มจี – 20 ก็เห็นว่าผู้นำของชาติมหาอำนาจยังเห็นแตกต่างกัน  อย่างในยุโรปผู้นำเยอรมันก็บอกว่ารัฐต้องค่อยๆ ถอนตัวปล่อยให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้น  ส่วนอังกฤษบอกว่ารัฐต้องอัดฉีดเงิน  ขณะที่อเมริกาก็ยืนยันว่าการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมีความจำเป็น
 สำหรับแผนการลงทุนของปตท. ก็ได้ตั้งเป้าไว้ว่าต้องการจะเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และติดอันดับ 1 ใน 100 ของการจัดอันดับธุรกิจในนิตยสารฟอร์จูนภายใน 10 ปีข้างหน้า  ซึ่งต้องมียอดขาย 4 ล้านล้านบาท  ฉะนั้นก็จะต้องลงทุนขยายกิจการไปในต่างประเทศเพื่อหาแหล่งพลังงาน  ซึ่งเงินที่จะลงทุนใน 10 ปีข้างหน้าก็ต้องลงทุนอีกประมาณ3 ล้านล้านบาท  จากจำนวนนี้จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศถึง 50% และนอกจากปตท. แล้วคาดว่าธุรกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ของไทยก็น่าจะมีการไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเช่นกันสอดคล้องกับภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป
 
        ด้านนายทองมา  วิจิตรพงศ์พันธุ์  ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา  เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ตลอดปีนี้ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลน่าจะมีปริมาณบ้านที่อยู่อาศัยราวๆ 85,000 ยูนิต  คิดเป็นมูลค่า 250,000 ล้านบาท  ส่วนปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ 10% เป็นประมาณ 90,00 – 95,000 ยูนิต  ถึงแม้ว่าจีดีพีจะโตลดลงเหลือ 4 – 5% ก็ตาม  โดยคอนโดจะมีสัดส่วน 45% ทาวเฮ้าส์และบ้านเดี่ยวอย่างละประมาณ 25% สำหรับสาเหตุที่คาดว่าจะมีการขยายตัวนั้น  เนื่องจากในภาคที่อยู่อาศัยมีความต้องการสูงขึ้น  ขณะที่ผู้ประกอบการก็พัฒนาผลิตภัณฑ์มาตอบรับได้และมีการปรับตัวที่ดีเช่นกัน  นอกจากนั้นปัจจัยทางการเมืองก็ยังมีแนวโน้มไปในทางที่ดีรวมถึงการมีการเลือกตั้งในปีหน้าด้วย
 สำหรับการลงทุนในอนาคต พฤกษาก็มีแผนจะไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น  โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งตลาดใหญ่มากประเมินกันว่าในประเทศยังขาดที่อยู่อาศัยอยู่ประมาณ 24 ล้านยูนิต  และแม้จะมีอุปสรรคในเรื่องการหาที่ดิน  ขอใบอนุญาตแต่ก็เชื่อว่าจะจัดการได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของบ้านที่พฤกษาฯ ไปสร้างนั้นทางอินเดียก็ให้การยอมรับว่ามีการคุณภาพสูงมาก  ทั้งๆ ที่ถ้าวัดตามมาตรฐานของบริษัทแล้วยังเป็นแค่บ้านท่าร้างไว้ระดับกลางๆ เท่านั้น  แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของบริษัทที่ยังสูงกว่าบริษัทในต่างประเทศพอสมควร
 ทั้งหมดนี้คือแนวคิดของวิทยากรทั้งหมด  ซึ่งได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี2554 ว่าจะมีทิศทางไปอย่างไรรวมถึงสามารถแก้ไขได้อย่างไร  ซึ่งทุกอย่างก็ได้คำตอบทั้งหมดในงานสัมมนา CEO 2011 : Chief Economic Outlook ที่ทางสถานีวิทยุครอบครัวข่าว FM 106 MHz. ได้จัดขึ้นร่วมกับ คุณบัญชา  ชุมชัยเวทย์ ครั้งต่อไปสถานีวิทยุครอบครัวข่าวจะมีหัวข้อสัมมนาในหัวข้ออะไรติดตามกันได้ที่ FM 106 Mhz. วิทยุครอบครัว เข้าใจทุกข่าว เข้าถึงทุกคน

 

Channel3 Apps
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 33HD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 28SD
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 13Family
Mello
YouTube Ch3Thailand
Line TV Ch3Thailand

APPLICATIONS

  • Ch3Thailand Application

    Ch3Thailand

    Ch3Thailand Application IOS Ch3Thailand Application Android
  • Mello Thailand Application

    Mello Thailand

    Mello Thailand Application IOS Mello Thailand Application Android
  • KrobKruaKao Application

    KrobKruaKao

    KrobKruaKao Application IOS KrobKruaKao Application Android