Ch3Thailand Logo

งานเสวนาสมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

เปิดอ่านแล้ว 181 ครั้ง

สารจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (วัดสระเกศ)
/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7.jpg' />
                         ความสามารถบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม เป็นเหตุให้สังคมมีความเจริญและความร่มเย็น ระงับความเสื่อมและความรุ่มร้อน ความสามารถมีต่าง ๆ กัน เมื่อนำความสามารถรวมกันเข้า ก็จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน โลกเจริญและร่มเย็น เพราะต่างช่วยกันสร้างด้วยความสำนึกอย่างเดียวกัน คือ บำเพ็ญประโยชน์  ในโอกาสที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดเสวนา เรื่องสมาฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน นับได้ว่า เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ ดังที่ปรากฏ ขอคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดคุ้มครอง รักษา คณะผู้ร่วมทำงานให้มีความสามารถยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อบำเพ็ญประโยชน์สืบไปตลอดกาลนาน

สารจากท่านอาศิส พิทักษ์คุมพล  จุฬาราชมนตรี 
/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%AA-%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5.jpg' />
                         น้อมนำ ความเมตตา เป็นหลักสำคัญในการทำให้เกิดความสมานฉันท์ปรองดอง แก่ผู้ร่วมงานเสวนาสมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน ความดังนี้...
                         ท่านศาสดามูฮัมมัด มีวัจนะไว้ ความว่า  “ท่านทั้งหลายจงมีเมตตาต่อผู้ที่อยู่ในผืนแผ่นดิน แล้วผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าจะให้ความเมตตาแก่ท่าน” (รายงานโดย อบูดาวู้ด และติรมีซีย์ )  “ผู้ใดไร้เมตตาธรรม  ผู้นั้นย่อมมิได้รับความเมตตา”  (รายงานโดย อิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม)  “ผู้ใดไม่ให้ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ อัลเลาะฮ์ก็จะมิให้ความเมตตาแก่เขา”  (รายงานโดย อิหม่ามมุสลิม)  ความเมตตา คือความรักและเอ็นดู คือความปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้สุข ดังนั้น ผู้ที่มีความเมตตาจึงเป็นผู้ที่มีจริยธรรมชั้นสูง และหากผู้ใดปรารถนาจะเป็นผู้ที่มีจริยธรรมชั้นสูง ผู้นั้นต้องสร้างความเมตตาในหมู่ชนของตน และมีปฏิสัมพันธ์กับหมู่ชนอื่นด้วยความเมตตาเช่นกัน
                        และเมื่อหมู่ชนทุกฝ่ายในสังคมมีความเมตตาต่อกัน นั่นหมายถึง ทุกฝ่ายมีความประพฤติที่ดีที่ชอบคงมั่นอยู่ในศีลธรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความเมตตาที่เกิดจากหัวใจที่อ่อนโยน บริสุทธิ์ และจริงใจ จึงทำให้เกิดการปรองดอง ความสมานฉันท์ และความรักความสามัคคีที่มีต่อกันของคนไทย อันจะนำไปสู่ความสงบสุขสันติอย่างแท้จริงและยั่งยืนตลอดไป

สารจากท่านมุขนายก ยอเซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์
ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อศาสนสัมพันธ์และคริสตสัมพันธ์
สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย
/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%9F-%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8.jpg' />
                         คริสตชนคาทอลิกในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย จึงไม่อาจนิ่งนอนใจในสถานการณ์ความรุนแรง ครั้งนี้ เพราเรามีความเชื่อว่า “มนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งเป็นองค์ความรัก เราจึงจำเป็นต้องเปี่ยมด้วยความรักต่อประเทศชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพี่น้องร่วมชาติของเราทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่แบ่งแยก”

นานาทรรศนะ วาทะที่น่าสนใจเกี่ยวกับ สมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B5.jpg' />
พระราชปฏิภาณมุนี ( บุญมา ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดประยูรวงศาวาส
                  “ปรองดอง”  เป็นภาษาเขมร ซึ่งมีความหมายว่า มองไปที่เขาและมองมาที่เรา ทั้งเขาทั้งเราเมื่อมองกันแล้วว่ามีอะไรดีๆที่ให้แก่กันบ้าง ดังนั้นความหมายก็แปลว่า ตกลงกันด้วยไมตรีจิตปรารถนาดีต่อกัน และต้องเริ่มต้นด้วยการไม่แบ่งแย่ง ไม่ช่วงชิง  ส่วนมุมมองของอาตมา คือ ต้องไม่มีการแก่งแย่งผลประโยชน์กัน  อย่างไรก็ตามสถานการณ์ ในบ้านเรามองดูแล้ว เต็มไปด้วยการแก่งแย่งช่วงชิง  ซึ่งทางวาจาไม่มีที่จะพูดถึงกันให้เกียรติกันหรือสัมพันธ์กัน ส่วนที่มีการพูดกันถึงเรื่องการปรองดอง แต่จริงๆแล้วพฤติกรรมที่ออกมาไม่ใช่ปรองดอง  ดังนั้นถ้าจะนำคำนี้มาคุยกันก็ฟันธงได้เลยว่า “ไม่ใช่ปรองดอง” แสดงว่าเรายังข้ามไม่ถึงปรองดอง แต่พยายามที่จะข้ามไปให้ถึงจุดนั้น แต่เราก็ไม่รู้ว่าปรองดอง คืออะไร เปรียบเสมือนคนจะเดินทางไปเชียงใหม่  แต่กลับไม่รู้ว่าเชียงใหม่อยู่ที่ไหน ก็คงไปไม่ถึง

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%94%E0%B8%A3_%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%95-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B5.jpg' />
ดร.วิศรุต เลาะวิถี    ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี  หัวหน้าหลักสูตรอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต
                   สังคมไทยเป็นพหุสังคม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และความเชื่อ ส่วนคำว่า “ปรองดอง” นั้น เป็นคำสั้นๆ แต่แฝงเร้นด้วยความหมายอย่างยิ่ง ดังนั้น การให้เกียรติและยอมรับความแตกต่างระหว่างกันในทุกมิติ      โดยปราศจาก “อคติ” ทั้งปวง จึงเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนต้องหยิบยื่นให้แก่กัน ซึมซับความคิดด้วยการมองความแตกต่างดังกล่าว โดยถือเป็นเสน่ห์และความสวยงามของสังคมไทย และเมื่อถึง ณ จุดนั้น ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงทางสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ก็จะเป็นภาพลักษณ์ที่มีความคมชัดแบบยั่งยืนอย่างแน่นอน
คุณดนัย  จันทร์เจ้าฉาย   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี  บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอม มูนิเคชั่นส์ จำกัด 
                   ในเรามีเขา ในเขามีเรา เมื่อเราตระหนักว่า เราทั้งผองล้วนพี่น้องกันอย่างแท้จริง  และสามารถเปิดประตูหัวใจสื่อสารกันได้  เราจะยอมรับในความแตกต่างทางความคิดและทิฏฐิมานะทั้งปวง  เราจะใช้หัวใจคุยกัน สื่อสารกัน มีความหนักแน่นและมีใจที่เป็นกลาง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะมีการยกโทษให้กับการกระทำผิด  เพราะหน้าที่เป็นเรื่องภายนอก การปล่อยวางเป็นเรื่องภายใน  เมื่อกระทำสิ่งใดแล้ว การกระทำนั้นย่อมส่งผล ไม่เป็นโมฆะ  และผู้กระทำย่อมได้รับผลของการกระทำนั้น  ผู้มีอำนาจต้องทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมาและเปิดเผย  ในขณะที่ภายใน คือหัวใจ ก็ควรปล่อยวาง พร้อมให้อภัยกับการกระทำนั้น  แม้ว่าจะโดนข่มเหงให้เจ็บช้ำน้ำใจก็ตาม หากทำได้ดังนี้แล้ว การปรองดองก็จะเริ่มต้นขึ้น และเบ่งบานงอกงามในสังคมตราบนานเท่านาน
                   นอกจากนี้  หลักสำคัญในการดำเนินชีวิต  ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว  ได้นำ หลักพรหมวิหาร 4  อันประกอบด้วย คุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและปฏิบัติ  เพราะเชื่อว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้น ล้วนเป็นบททดสอบความหนักแน่นของจิตใจเราเองว่าเรามีความเข้มแข็งเพียงใด

รายงานยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง  คณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ ( คอป.)  ครั้งที่ ๒ 

                   ผลลัพธ์สูงสุดของภารกิจที่สำคัญของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ คอป.  คือ เพื่อให้เกิดการปรองดองของประเทศ   ซึ่งมีการตั้งอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง ในการพยายามเน้นบทบาทในการเป็นตัวกลาง ประสานให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งสามารถเจรจาพูดคุยกันได้ เพื่อหาแนวทาง ในการให้เกิดการปรองดองอย่างเป็นระบบ  และนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรม  ในการยับยั้งไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นใหม่หรือขยายตัว เช่น จัดเสวนาประสานงานองค์กรต่างๆ จนนำไปสู่การรวมตัวเป็นเครือข่าย “ก้าวข้ามความรุนแรงสู่สังคมปรองดอง”

ความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า 
                   “การที่จะให้อภัยกันได้นั้น ความจริงของเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความสูญเสีย และกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคมอย่างรุนแรงนั้น ควรต้องได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อให้คำอธิบายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้บทเรียนในอดีต และป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งมิใช่การมุ่งค้นหาตัวคนผิดหรือแก้แค้น ทั้งนี้ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว  จะต้องยอมรับผิดต่อการกระทำของตนอย่างจริงใจ ซึ่งจะเป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในทางหนึ่ง และทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา”

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%A3%E0%B8%A8_%E0%B8%94%E0%B8%A3_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90--%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9E%E0%B8%87.jpg' />
รศ.ดร.ประเสริฐ  ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา  
                   การปรองดอง ไม่ใช่เอาเสียงข้างมากไปข่มเสียงข้างน้อย แต่ต้องเห็นพ้องด้วยกันทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องอยู่บนหลักของนิติรัฐ  ดังนั้นต้องอาศัยเวลาในการตกผลึก  เรื่องการปรองดองถ้ามีอะไรแฝงเร้นตนเชื่อว่าปรองดองไม่ได้  เมื่อไม่ใช่ข้อยุติแต่อาจจะกลายเป็นเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ด้วยซ้ำไป ควรจะค่อยๆทำความเข้าใจกัน ในประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้ง แล้วหาทางออกที่วินวินกันทุกฝ่าย แต่ขณะนี้กำลังมีการเผชิญหน้ากันอยู่ และประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งค่อนข้างแรง  เท่าที่เห็นก็เป็นพวกมากลากไป  ดังนั้นถ้ายังเห็นต่างกันอยู่ปรองดองก็เป็นได้แค่วาทะกรรม 

/tv3admin/uploaded/store/image/whatup/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B0-%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%98%E0%B8%A3.jpg' />
นางนิชา  หิรัญบูรณะ  ธุวธรรม   ภรรยา พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม

                     “ปรองดองในความเข้าใจของเราก็คือว่า ทำให้ความรู้สึกของคนในชาติดีขึ้น ทำให้ความรู้สึกโกรธแค้นเคียดแค้นชิงชังระหว่างกันหายไป  แล้วกลับมาอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ เราได้ทำอะไรเพื่อนำไปสู่จุดนั้นหรือยัง เวลานี้บรรยากาศมันยังมีความไม่ไว้วางใจกันสูง สิ่งที่เกิดขึ้นพัฒนาการของเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็มีความสำคัญที่จะทำให้บรรยากาศความไม่ไว้วางใจมีมากขึ้นหรือไม่  วิธีการที่จะทำให้เกิดความปรองดอง คือ สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมตอนนี้ก็คือเยียวยาและนิรโทษกรรม แต่มันใช่สิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องการหรือเปล่า อย่างน้อยกลุ่มเหยื่อที่ได้รับผลกระทบ ครอบครัวญาติผู้เสียชีวิตก็ออกมาพูดด้วยเสียงเดียวกันว่ายังต้องการข้อเท็จจริงและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อที่จะไม่ให้คนผิดมีโอกาสทำผิดอีก ไม่ให้คนบริสุทธิ์ในสังคมมีความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายอีก ซึ่งมีวิธีการอะไร ที่จะป้องปรามตรงนั้น” 
                   หลากหลายทรรศนะมุมมอง ว่าด้วยเรื่อง สมานฉันท์ปรองดอง...  แล้วคุณ...คิดต่างเห็นต่าง เช่นไร ? ร่วมแสดงความเห็นกับ “ กลุ่มอาทรเสวนา ๔ส๓ สถาบันพระปกเกล้า”  ผ่านทางเว็บไซต์ www.peacetalk.in.th 

บทสรุปการรับฟังความเห็นประชาชนในงานเสวนาสมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

                    ภายหลังจากพิธีเปิดการเสวนาในภาคเช้าซึ่งประกอบด้วยการบรรยายพิเศษ เรื่อง สมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี  การอภิปรายเสวนา เรื่อง “บทบาทของศาสนาในการส่งเสริมความสมานฉันท์ปรองดอง” และการอภิปรายเสวนา เรื่อง “ประชาชนควรคิด-ควรทำอย่างไรในยุคสมานฉันท์ปรองดอง”   แล้ว ในภาคบ่ายเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้แบ่งกลุ่ม   เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นผ่านกระบวนการพูดคุย (dialogue) ๓  รูปแบบได้แก่  ๑) กระบวนการ  Public Deliberation  ๒)  กระบวนการ World Café  และ ๓) กระบวนการ Imaginary Continuum  ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือในการรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนตามแนวทางอาทรเสวนาซึ่งสามารถเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความเห็นกันอย่างทั่วถึง       
                   เมื่อได้ผลการเสวนาจาก ๓ กลุ่มดังกล่าวแล้ว ในตอนท้ายได้มีขั้นตอนการนำเสนอและพูดคุยระหว่างผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งหมด เพื่อประมวลความเห็นจากข้อสรุปของทั้ง ๓ กลุ่มย่อย โดยที่ประชุมได้สรุปเห็นพ้องกับแนวทางสร้างความสมานฉันท์ปรองดองจากมุมมองของประชาชนที่เข้าร่วมการเสวนา ดังต่อไปนี้            
                   ๑.  ส่งเสริมความสามัคคี และรู้จักหน้าที่ของตนเอง
                   ๒.  ส่งเสริมให้ศาสนิกชนเข้าถึงศาสนาของตน โดยเฉพาะเรื่องความสมานฉันท์และปรองดอง
                   ๓.  หาแนวทางเพื่อสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ
                   ๔.  ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม
                   ๕.  ให้นำศาสนาที่ตนเองนับถือเข้าสู่บ้านและชีวิตประจำวัน
                   ๖.  ให้นักการเมืองมองผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เลิกมองผลประโยชน์ส่วนตน ขณะเดียวกัน ต้องสร้าง 
                   ภาคประชาชนให้มีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง  มองผลประโยชน์ส่วนรวม (ไม่ถูกชักนำหลงเชื่อเป็นมวลชนแนว
                   ร่วมได้โดยง่าย)
                   ๗.  ยกเลิก พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ๒๙๑
                   ๘.  สร้างแนวคิดใหม่ ด้วยการจัดกิจกรรมศาสนาสัมพันธ์ ด้านจริยธรรม ความซื่อสัตย์ ที่มุ่งประโยชน์ต่อประเทศชาติ  
                   ให้แก่คนในชุมชนโดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลัก
                   ๙.  ให้เร่งค้นหา และเปิดเผยความจริง ของเหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย
                   ๑๐.จัดตั้งตัวแทนจากนานาศาสนาเพื่อหาต้นแบบความสมานฉันท์และนำเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาความ
                   ขัดแย้ง ตามวิถีประชาของชุมชนนั้น ๆ
                   ๑๑.ให้มีกฎกติกาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ความปรองดอง
                   ๑๒.ให้ความรู้ทางด้านการเมืองกับประชาชน อย่างต่อเนื่อง


รู้จักเครื่องมือในการพูดคุยรับฟังความเห็น (dialogue) ที่ใช้ในการเสวนา
สมานฉันท์ปรองดองในมุมมองของศาสนาและประชาชน

                   กระบวนการประชาเสวนาหาทางออก (public deliberation) เป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การตัดสินใจในเรื่องยากๆที่หลายๆฝ่ายต่างมีพื้นฐานความรู้ความคิดที่แตกต่างกัน แต่มีโจทย์หรือปัญหาที่ต้องการร่วมกันหาทางออก ฟังกันโดยถ้วนทั่ว แล้วพยายามสร้างกระบวนการตัดสินใจเลือกที่ไม่ใช่การยกมือเพื่อลงมติ แต่เป็นฉันทามติที่เกิดจากการได้ฟังผู้อื่นที่เห็นต่างทั้งหลาย แล้วได้มาพิจารณาข้อดีข้อด้อยอย่างชัดเจน แล้วจึงตัดสินใจเลือกร่วมกัน

โต้วาที สานเสวนา ประชาเสวนาหาทางออก
แข่งขัน แลกเปลี่ยน ชั่งน้ำหนักดู
โต้แย้ง อภิปราย เลือก
สนับสนุนความเห็นเรา สร้างความสัมพันธ์ ตัดสินใจเลือก
หาเสียงข้างมาก แสวงหาความเข้าใจ แสวงหาความเห็นร่วม
ชักจูงใจ ค้นหาความเข้าใจ ค้นหาจุดร่วม
พยายามเจาะลึกลงไป เชื่อมเข้าหากัน ตีกรอบเพื่อตัดสินใจเลือก
โครงสร้างแน่นตึง โครงสร้างหลวมๆ โครงสร้างยืดหยุ่น
พูดแสดงออก ฟัง เรียนรู้
รวดเร็ว ใช้เวลา ใช้เวลา
ทำความชัดเจน ทำความชัดเจน ทำความชัดเจน
ชนะ/แพ้ ไม่ตัดสินใจ หาความเห็นร่วม

(ข้อมูลจาก “ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา” โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์, สถาบันพระปกเกล้าและวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2555)


วิธีการสภากาแฟ (world café) พยายามก่อให้เกิดการสนทนาที่มีความหมายและลึกซึ้งที่เกิดขึ้นจากบรรยากาศแบบร้านกาแฟ ที่ผู้เข้าร่วมอภิปรายกันถึงคำถามหรือประเด็นบางประเด็นในกลุ่มเล็กๆที่นั่งล้อมโต๊ะกาแฟกัน ทุกๆสามสิบนาทีผู้เข้าร่วมจะย้ายไปที่โต๊ะตัวใหม่ ยกเว้นเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพประจำโต๊ะที่จะคอยทำหน้าที่สรุปเนื้อหาเติมเต็มกันและกันด้วยความคิดที่เกิดจากบทสนทนาก่อนหน้าและความคิดของสมาชิกที่มาใหม่ ในตอนท้ายของวิธีการ ก็จะมีการสรุปแนวคิดหลักๆในที่ประชุมรวม และมีการวางแผนการทำงานที่จะติดตามความคิดเหล่านั้น”
(ข้อมูลจาก “คู่มือสานเสวนาและการปฏิบัติงานร่วมกัน” โดยโยส วากเนอร์ แปลโดยเบญจรัตน์ แซ่ฉั่วและคณะ, มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย)

กระบวนการสานเสวนาด้วย ‘Imaginary Continuum’
Imaginary continuums – เป็นเครื่องมือการสานเสวนาชนิดหนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นและเกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น โดยให้ลองจินตนาการเส้นหนึ่งเส้นกลางห้อง ซึ่งปลายสุดสองด้านจะเป็นมุมมองที่ตรงข้ามกันสุดขั้วในประเด็นที่กำหนด จากนั้นจะให้ผู้เข้าร่วมลองยืนบนจุดใดจุดหนึ่งบนเส้นตรงนั้นที่สอดคล้องกับมุมมองของตน กระบวนการนี้จะทำให้ทุกคนในห้องเห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของความคิดเห็นในประเด็นใดประเด็นหนึ่งชัดเจน และในขณะเดียวกันก็จะได้รับฟังมุมมองของกันและกันถึงเหตุผลและที่มาของความเห็นดังกล่าว
(ข้อมูลจาก “Democratic Dialogue – A Handbook for Practitioners” by Bettye Pruitt and Phillip Thomas, Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA), 2007)
                   หมายหตุ : อาทรเสวนาครั้งนี้ได้ถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ www.peacetalk.in.th, www.dpu.ac.th/live หรือดูการถ่ายทอดสดตรงได้ที่ www.bannok.com ผู้สนใจยังสามารถร่วมแสดงความเห็นหรือส่งคำถามร่วมเสวนาใน   facebook ผ่าน www.facebook.com ค้นหาหน้าที่ชื่อ “อาทรเสวนา” ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 

Channel3 Apps
ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 33HD
Mello
YouTube Ch3Thailand
Line TV Ch3Thailand

APPLICATIONS

  • Ch3Thailand Application

    Ch3Thailand

    Ch3Thailand Application IOS Ch3Thailand Application Android
  • Mello Thailand Application

    Mello Thailand

    Mello Thailand Application IOS Mello Thailand Application Android
  • KrobKruaKao Application

    KrobKruaKao

    KrobKruaKao Application IOS KrobKruaKao Application Android