พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พุทธศักราช ๒๕๖๒

ขั้นตอนในพระราชพิธี

การออกพระนามพระมหากษัตริย์

ตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถือเป็นธรรมเนียมว่าพระนามของพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงรับบรมราชาภิเษกนั้น จะออกพระนามเดิมและต่อท้ายด้วยคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พบหลักฐานในหนังสือแสดงกิจจานุกิจของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ [ทิ-พา-กอ-ระ-วง] (ขำ บุนนาค) ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสวรรคตแล้ว ได้ออกพระนามพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร” ทันที มิได้รอไว้จนทรงรับบรมราชาภิเษก ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์จึงทรงเห็นพร้อมกันให้เปลี่ยนคำออกพระนามพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นจาก “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” เป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ และถือปฏิบัติสืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันว่าให้ออกพระนามพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้รับบรมราชาภิเษกว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

การเตรียมน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

๑. แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับการเตรียมน้ำอภิเษก และน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

  1. ๑. น้ำสรงพระมุรธาภิเษก ประกอบด้วย เบญจสุทธคงคา และน้ำจากสระ ๔ สระ ในจังหวัดสุพรรณบุรี
  2. ๒. น้ำอภิเษก ประกอบด้วย น้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จากกรุงเทพฯ และน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๗๖ จังหวัด รวมแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ จำนวน ๑๐๘ แหล่ง

๒. ขั้นตอนการเตรียมน้ำสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ประกอบด้วย

  1. ๑. พลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทุกจังหวัด ในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๒
  2. ๒. ตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๒
  3. ๓. ทำพิธีเสกน้ำอภิเษกรวมจากกรุงเทพมหานคร และ ๗๖ จังหวัด ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๒
  4. ๔. แห่เชิญน้ำอภิเษกจากวัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๒

๓. คำศัพท์เกี่ยวกับการเตรียมน้ำอภิเษก และน้ำสรงพระมุรธาภิเษก

มุรธาภิเษก ประกอบด้วยคำว่า มุรธ [มุ-ระ-ทะ] ซึ่งหมายถึงหัวหรือยอด กับคำว่า อภิเษก

มุรธาภิเษก จึงใช้หมายถึงการรดน้ำอันศักดิ์สิทธิ์เหนือศีรษะ และหมายถึงน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์ [เทบ-พะ-มน] สำหรับถวายพระมหากษัตริย์เพื่อสรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือพระราชพิธีอื่น ๆ ตามหนังสือประเพณีวังและเจ้า ของ หม่อมราชวงศ์เทวาธิราช ป. มาลากุล [เท-วา-ทิ-ราด ปอ มา-ลา-กุน] เมื่อจะทำน้ำพระมุรธาภิเษก เจ้าพนักงานตั้งพระพุทธรูปเป็นประธานพร้อมด้วยโต๊ะหมู่เป็นแท่นที่บูชาและตั้งภาชนะสำหรับใส่น้ำพระมุรธาภิเษกมีพานแว่นฟ้ารองรับ ภาชนะดังกล่าวเรียกว่า พระครอบมุรธาภิเษก ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ด้านนอกหุ้มทองลงยา พระครูปริตรไทย [พฺระ-คฺรู-ปะ-ริด-ไท] ๔ รูป และพระครูปริตรมอญ [พฺระ-คฺรู-ปะ-ริด-มอน] ๔ รูป เป็นผู้สวดพระปริตร [พฺระ-ปะ-ริด]

น้ำสรงพระมุรธาภิเษก

น้ำสรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ได้จากแหล่งน้ำสำคัญ ในสมัยอยุธยาใช้น้ำจากสระสำคัญ ๔ สระในแขวงเมืองสุพรรณบุรี ได้แก่ สระเกษ สระแก้ว สระคงคา และสระยมนา สมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ เพิ่มน้ำจากแม่น้ำสำคัญของประเทศอีก ๕ สาย เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” [เบ็น-จะ-สุด-ทะ-คง-คา] ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี

ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] ครั้งที่ ๒ เพิ่มน้ำจากแม่น้ำ ๕ สายในประเทศอินเดีย ซึ่งเรียกว่า “ปัญจมหานที” ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก-สม-โพด] พ.ศ. ๒๔๕๔ เพิ่มน้ำที่ตักจากแม่น้ำและแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่ตามมณฑลต่าง ๆ ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญและเป็นสิริมงคล โดยทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พระมหาเจดียสถาน [พฺระ-มะ-หา-เจ-ดี-ยะ-สะ-ถาน] สำคัญ ๗ แห่ง และวัดสำคัญในมณฑลต่าง ๆ ๑๐ มณฑล ในรัชกาลที่ ๗ ทำพิธีเสกน้ำเพิ่มจากที่ทำในรัชกาลที่ ๖ อีกแห่งหนึ่ง คือที่พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๙ ทำพิธีเสกน้ำ ๑๘ แห่งเท่าสมัยรัชกาลที่ ๗ แต่เปลี่ยนสถานที่จากเดิม ๒ แห่ง คือเปลี่ยนจากวัดมหาธาตุเมืองเพชรบูรณ์และพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ เป็นบึงพลาญชัย [บึง-พะ-ลาน-ไช] จังหวัดร้อยเอ็ด และพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน