พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พุทธศักราช ๒๕๖๒

เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ประเทศไทยมีแม่น้ำลำคลองจำนวนมาก มีแผ่นดินที่ติดกับชายฝั่งทะเลถึง ๒ ด้าน จึงมีการใช้เรือในการเดินทางติดต่อค้าขายมาตั้งแต่สมัยโบราณ และใช้การคมนาคมทางน้ำเป็นสำคัญ เมื่อถึงเดือน ๘ ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนจะจัดการทำบุญที่สำคัญ เรียกว่า”ทอดกฐิน” ด้วยเหตุผลที่สมัยโบราณบ้านเรือน วัดวาอาราม มักตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ลำคลอง และใช้เรือในการเดินทางสัญจรไปมา ดังนั้นการไปทำบุญทอดกฐินโดยทางน้ำจึงจัดเป็นขบวนใหญ่ มีการตกแต่งเรือในริ้วขบวนให้สวยงาม

พระมหากษัตริย์ไทย ทรงเป็นพุทธมามกะและองค์ศาสนูปถัมภก การบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินเป็นประจำทุกปี ที่เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนเรือทางน้ำ เรียกว่า “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” มีการจัดริ้วขบวนเรืออย่างยิ่งใหญ่สง่างาม มีการประดับเรือพระที่นั่ง ตลอดจนเรือบริวารให้มีความสวยงามสมพระเกียรติ อันแสดงถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย และในขณะที่เรือพระที่นั่งกำลังลอยอยู่เหนือแผ่นน้ำ จะมีเสียงดนตรีประโคม สลับกับเสียงให้จังหวะสัญญาณการพายเรือ การเห่เรือ และการร้องรับของฝีพายเป็นระยะ ๆ

ขบวนเรือในการพระราชพิธีลงสรง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ปรากฏไว้ว่า พระร่วงเจ้า (พระมหาธรรมราชา ๑) ทรงใช้เรือออกลอยกระทง หรือพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือนสิบสอง

ขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ต่อมาในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ มากมาย ทั้งทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้น จึงมีการเสด็จฯ โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และในบางโอกาสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูต และแห่พระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยา มายังเมืองลพบุรี ตามบันทึกของ นิโคลาส แชว์แวส์ ราชทูตฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยสมัยนั้น ได้บรรยายไว้ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม” ถึงขบวนพยุหยาตราทางชลมารคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า

“ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่าสองร้อยลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ ๆ ไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นพายทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบกันเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน…”

ในช่วงปี พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑ ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่าง ๆ โดยขบวนพยุหยาตราฯ ที่เรียกว่า “ขบวนเพชรพวง” เป็นริ้วขบวนที่ยิ่งใหญ่ ๔ สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่งตรงกลางอีก ๑ สาย รวมกว่า ๑๐๐ ลำ นับเป็นขบวนพยุหยาตราฯ ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นต้นแบบสำคัญของขบวนพยุหยาตราฯ ในสมัยต่อ ๆ มา

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๒๕)

สำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ฟื้นฟูประเพณีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ หลังจากว่างเว้นมานาน โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินที่วัดอรุณราชวรารามฯ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๐๒ เป็นต้นมา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดต่อเนื่องถึง ๑๖ ครั้ง

ในปลายเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร โดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ จะใช้ฝีพายทั้งหมด ๖๔ นาย ใช้เรือพระที่นั่ง ๕๒ ลำ กำลังพลทั้งหมด ๒,๒๐๐ นาย เพื่อริ้วขบวนเรืออันยิ่งใหญ่ และงดงามเพื่อถวายพระเกียรติสูงสุด

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ (เรือพระที่นั่งรอง) ในขบวนพยุหยาตราชลมารค
เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ บริเวณท่าราชวรดิฐ

นอกจากขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินแล้ว ยังใช้ในการพระราชพิธีอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค เป็นต้น