พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พุทธศักราช ๒๕๖๒

คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีสำคัญที่แสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ในพระราชพงศาวดารไม่ได้กล่าวว่ามีลักษณะอย่างไร ในสมัยรัตนโกสินทร์เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติใน พ.ศ. ๒๓๒๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีอย่างสังเขป เรียกว่า “พระราชพิธีปราบดาภิเษก” ต่อมาโปรดให้ข้าราชการที่รับราชการมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาสอบสวนแบบแผนการพระราชพิธีครั้งกรุงศรีอยุธยาได้สมบูรณ์แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๓๒๘ เรียกว่า “พระราชพิธีราชาภิเษก” ความสำคัญของพระราชพิธีอยู่ที่ทรงรับน้ำอภิเษกที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] เพื่อแสดงความเป็นใหญ่ในทิศทั้ง ๘ และได้ยึดถือพระราชพิธีครั้งนั้นเป็นแบบแผน ต่อมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระราชพิธีราชาภิเษกนี้ว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

ความสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

หนังสือจดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-รา-มา-ทิบ-บอ-ดี-สี-สิน-มะ-หา-วะ-ชิ-รา-วุด พฺระ-มง-กุด-เกฺล้า-เจ้า-หฺยู่-หัว] กล่าวถึงความสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไว้ว่า “...ถือเปนตำรามาแต่โบราณว่า พระมหากระษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพ ต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก่อน จึงจะเปนพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ ถ้ายังมิได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ตราบใด ถึงจะทรงรับรัชทายาท เมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ก็เสด็จอยู่เพียงณที่พักแห่งหนึ่ง พระนามที่ขานก็คงใช้พระนามเดิม เปนแต่เพิ่มคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” เข้าข้างท้ายพระนาม แลคำรับสั่งก็ยังไม่ใช้พระราชโองการ จนกว่าจะได้สรงมุรธาภิเษก ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระบรมราชนามาภิธัย กับทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] จากพระมหาราชครูพราหมณ์ผู้ทำพิธีราชาภิเษกแล้ว จึงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร ครอบครองสิริราชสมบัติสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศแห่งพระราชามหากระษัตริย์แต่นั้นไป...”

การออกพระนามพระมหากษัตริย์

ตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถือเป็นธรรมเนียมว่าพระนามของพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงรับบรมราชาภิเษกนั้น จะออกพระนามเดิมและต่อท้ายด้วยคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พบหลักฐานในหนังสือแสดงกิจจานุกิจของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ [ทิ-พา-กอ-ระ-วง] (ขำ บุนนาค) ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสวรรคตแล้ว ได้ออกพระนามพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร” ทันที มิได้รอไว้จนทรงรับบรมราชาภิเษก ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์จึงทรงเห็นพร้อมกันให้เปลี่ยนคำออกพระนามพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นจาก “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” เป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ และถือปฏิบัติสืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันว่าให้ออกพระนามพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้รับบรมราชาภิเษกว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

อภิเษก

คำว่า อภิเษก มาจากคำภาษาสันสกฤต แปลว่า การรดอันยิ่ง ใช้หมายถึงแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ มีปรากฏในจารึกสมัยสุโขทัย ดังมีปรากฏในจารึกวัดศรีชุมมีข้อความว่า “...พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลาวหาว ให้เมืองสุโขทัย ให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหายเรียกชื่อศรีอินทรบดินทราทิตย์ [สี-อิน-ทฺระ-บอ-ดิน-ทฺรา-ทิด]” การอภิเษกมีได้หลายกรณี นอกจากการอภิเษกให้ขึ้นครองเมืองแล้ว ยังมีกรณีอื่น ๆ อีก เช่น ในไตรภูมิพระร่วง มีเรื่องเล่าถึงเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อโชติกเศรษฐี [โช-ติ-กะ-เสด-ถี] มีสมบัติมากมาย เป็นต้นว่า มีปราสาท ๗ ชั้น ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีกำแพงแก้วล้อมบ้าน ๗ ชั้น มีต้นกัลปพฤกษ์เรียงกันเป็นแถวระหว่างกำแพงแก้วทุกชั้น และมีขุมทองที่มุมบ้านทั้ง ๔ มุม พระเจ้าพิมพิสารผู้เสวยราชย์ในเมืองราชคฤห์ [ราด-ชะ-คฺรึ] จึงทรงอภิเษก คือทรงแต่งตั้งให้เป็นมหาเศรษฐี ดังมีข้อความว่า “พระญานั้น ธ จึงให้เอาเศวตฉัตรมาอภิเษกมหาเศรษฐี” คำว่า อภิเษก ใช้ประกอบกับคำอื่นได้คำสมาสหลายคำ เช่น ราชาภิเษก มุรธาภิเษก ปราบดาภิเษก

ราชาภิเษก

ราชาภิเษก มาจากคำว่า ราช [รา-ชะ] กับ อภิเษก หมายถึงพระราชพิธีในการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์

ตำราราชาภิเษกที่มีมาแต่โบราณกล่าวไว้ว่า ราชาภิเษกมีลักษณะ ๕ ประการ คือ ๑. มงคลอินทราภิเษก [มง-คน-อิน-ทฺรา-พิ-เสก] ๒. มงคลโภคาภิเษก [มง-คน-โพ-คา-พิ-เสก] ๓. มงคลปราบดาภิเษก ๔. มงคลราชาภิเษก และ ๕. มงคลอุภิเษก [มง-คน-อุ-พิ-เสก] เรียกว่า ปัญจราชาภิเษก [ปัน-จะ-รา-ชา-พิ-เสก] ในประเทศไทยเรา คำที่ได้ยินเสมอ ๆ คือ ราชาภิเษกและปราบดาภิเษก เช่น ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา มีข้อความเล่าถึงแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ ตอนหนึ่งว่า “มีพระราชโองการตรัสสั่งพระมหาราชครูพระครูบุริโสดมพรหมพฤฒาจารย์ [บุ-ริ-โส-ดม-พฺรม-พฺรึด-ทา-จาน] ให้จัดแจงการพระราชพิธีราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร” และเล่าถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ตอนหนึ่งว่า “ถึงวันศุภวารดิถีพิชัยมงคลมหามหุติฤกษ์ [สุบ-พะ-วา-ระ-ดิ-ถี-พิ-ไช-มง-คน-มะ-หา-มะ-หุ-ติ-เริก] จึงกระทำการพิธีปราบดาภิเษก”

มุรธาภิเษก

มุรธาภิเษก ประกอบด้วยคำว่า มุรธ [มุ-ระ-ทะ] ซึ่งหมายถึงหัวหรือยอด กับคำว่า อภิเษก

มุรธาภิเษก จึงใช้หมายถึงการรดน้ำอันศักดิ์สิทธิ์เหนือศีรษะ และหมายถึงน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์ [เทบ-พะ-มน] สำหรับถวายพระมหากษัตริย์เพื่อสรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือพระราชพิธีอื่น ๆ ตามหนังสือประเพณีวังและเจ้า ของ หม่อมราชวงศ์เทวาธิราช ป. มาลากุล [เท-วา-ทิ-ราด ปอ มา-ลา-กุน] เมื่อจะทำน้ำพระมุรธาภิเษก เจ้าพนักงานตั้งพระพุทธรูปเป็นประธานพร้อมด้วยโต๊ะหมู่เป็นแท่นที่บูชาและตั้งภาชนะสำหรับใส่น้ำพระมุรธาภิเษกมีพานแว่นฟ้ารองรับ ภาชนะดังกล่าวเรียกว่า พระครอบมุรธาภิเษก ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ด้านนอกหุ้มทองลงยา พระครูปริตรไทย [พฺระ-คฺรู-ปะ-ริด-ไท] ๔ รูป และพระครูปริตรมอญ [พฺระ-คฺรู-ปะ-ริด-มอน] ๔ รูป เป็นผู้สวดพระปริตร [พฺระ-ปะ-ริด]

น้ำสรงพระมุรธาภิเษก

น้ำสรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ได้จากแหล่งน้ำสำคัญ ในสมัยอยุธยาใช้น้ำจากสระสำคัญ ๔ สระในแขวงเมืองสุพรรณบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ เพิ่มน้ำจากแม่น้ำสำคัญของประเทศอีก ๕ สาย เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” [เบ็น-จะ-สุด-ทะ-คง-คา] ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] ครั้งที่ ๒ เพิ่มน้ำจากแม่น้ำ ๕ สายในประเทศอินเดีย ซึ่งเรียกว่า “ปัญจมหานที” ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก-สม-โพด] พ.ศ. ๒๔๕๔ เพิ่มน้ำที่ตักจากแม่น้ำและแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่ตามมณฑลต่าง ๆ ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญและเป็นสิริมงคล โดยทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พระมหาเจดียสถาน [พฺระ-มะ-หา-เจ-ดี-ยะ-สะ-ถาน] สำคัญ ๗ แห่ง และวัดสำคัญในมณฑลต่าง ๆ ๑๐ มณฑล ในรัชกาลที่ ๗ ทำพิธีเสกน้ำเพิ่มจากที่ทำในรัชกาลที่ ๖ อีกแห่งหนึ่ง คือที่พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๙ ทำพิธีเสกน้ำ ๑๘ แห่งเท่าสมัยรัชกาลที่ ๗ แต่เปลี่ยนสถานที่จากเดิม ๒ แห่ง คือเปลี่ยนจากวัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ และพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ เป็นบึงพลาญชัย [บึง-พะ-ลาน-ไช] จังหวัดร้อยเอ็ด และพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน

อินทราภิเษก

อินทราภิเษก [อิน-ทฺรา-พิ-เสก] แปลว่า แต่งตั้งผู้เป็นใหญ่โดยทำพิธีรดน้ำ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อินทราภิเษกมีลักษณะพิเศษ ๓ ประการ คือ ๑. พระอินทร์นำเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] มาถวาย เมื่อจะได้ราชสมบัติ ๒. เสี่ยงราชรถมาจดฝ่าพระบาท และ ๓. เหาะเอาฉัตรทิพย์มากางกั้น นอกจากนั้น การที่พระเจ้าแผ่นดินทำพิธีราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่งเมื่อปราบพระเจ้าแผ่นดินอื่นให้อยู่ในอำนาจได้มาก ก็เรียกว่า อินทราภิเษก คือ ทำพิธีแสดงว่าพระองค์เป็นใหญ่เหนือพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ในกฎมณเฑียรบาล กล่าวถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกว่า มีการตั้งเขาพระสุเมรุชักนาคดึกดำบรรพ์ [เขา-พฺระ-สุ-เมน-ชัก-นาก-ดึก-ดำ-บัน] สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ [สม-เด็ด-พฺระ-มะ-หา-จัก-กฺระ-พัด] เคยมีพระราชพิธีอินทราภิเษก สมัยรัตนโกสินทร์ไม่เคยมีพระราชพิธีอินทราภิเษก มีแต่ฉากเขียนลายรดน้ำภาพพระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น อยู่ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ปัญจมหานที

ปัญจมหานที แปลว่า แม่น้ำอันยิ่งใหญ่ ๕ สาย ได้แก่ แม่น้ำ ๕ สายในชมพูทวีป คือ แม่น้ำคงคา ยมนา [ยม-มะ-นา] มหี [มะ-ฮี] อจิรวดี [อะ-จิ-ระ-วะ-ดี] และสรภู [สอ-ระ-พู] เชื่อกันว่าแม่น้ำทั้งห้านี้ไหลมาจากเขาไกรลาสซึ่งเป็นที่สถิตของพระอิศวร น้ำจากแม่น้ำดังกล่าวจึงศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ในสมัยอยุธยาและธนบุรีไม่ปรากฏหลักฐานว่าใช้น้ำจากปัญจมหานทีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสำคัญของประเทศไทยเท่านั้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก น้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ก็มิได้ใช้น้ำจากปัญจมหานที อย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นำน้ำจากปัญจมหานทีมาด้วย ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ จึงมีน้ำปัญจมหานทีเจือในน้ำสรงมุรธาภิเษกด้วย

เบญจสุทธคงคา

เบญจสุทธคงคา [เบ็น-จะ-สุด-ทะ-คง-คา] หมายถึง แม่น้ำที่บริสุทธิ์ ๕ สาย อนุโลมว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับปัญจมหานทีในประเทศอินเดีย แม่น้ำ ๕ สายดังกล่าวได้แก่ ๑. แม่น้ำบางปะกง ตักน้ำที่บึงพระอาจารย์ แขวงเมืองนครนายก ๒. แม่น้ำป่าสัก ตักน้ำที่ตำบลท่าราบ แขวงเมืองสระบุรี ๓. แม่น้ำเจ้าพระยา ตักน้ำที่ตำบลบางแก้ว แขวงเมืองอ่างทอง ๔. แม่น้ำราชบุรี ตักน้ำที่ตำบลดาวดึงส์ แขวงเมืองสมุทรสงคราม และ ๕. แม่น้ำเพชรบุรี ตักน้ำที่ตำบลท่าไชย แขวงเมืองเพชรบุรี น้ำจากเบญจสุทธคงคาเริ่มใช้ครั้งแรกในพระราชพิธีราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยเจือกับน้ำจากสระเกษ สระแก้ว สระคา สระยมนา [ยม-มะ-นา] ในแขวงเมืองสุพรรณบุรี ต่อมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน-ทฺระ-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด บอ-รม-มะ-นาด-บอ-พิด] ได้นำน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญอื่น ๆ เจือน้ำจากเบญจสุทธคงคาด้วย

น้ำที่ควรใช้เป็นน้ำพระมุรธาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในแถลงเรื่องขอมดำดินว่า “ตามคัมภีร์พิธีไสยศาสตร์...น้ำที่ควรใช้เป็นน้ำมุรธาภิเษกนั้น ต้องนำมาจากห้วงน้ำล้วนแต่ที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ น้ำในที่มีสวัสดิมงคล [สะ-หฺวัด-ดิ-มง-คน] แห่งใด ๆ ในแว่นแคว้นพระราชอาณาจักรของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ก็ต้องนำมาถวายเป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีพระราชกำหนดบังคับไว้ให้หัวเมืองซึ่งเป็น ข้าขัณฑสีมา [ขัน-ทะ-สี-มา] ส่งน้ำอันมีสวัสดิมงคล [สะ-หฺวัด-ดิ-มง-คน] มาถวายสำหรับสรงมุรธาภิเษกเป็นสำคัญ ในความยินยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาด้วย” ในเมื่อน้ำที่ใช้เป็นน้ำพระมุรธาภิเษกควรเป็นน้ำอันมีสวัสดิมงคล [สะ-หฺวัด-ดิ-มง-คน] จากแหล่งต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักร ตั้งแต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช พ.ศ. ๒๔๕๔ เป็นต้นมา น้ำพระมุรธาภิเษกจึงมิได้ใช้เพียงน้ำเบญจสุทธคงคา [เบ็น-จะ-สุด-ทะ-คง-คา] น้ำในสระทั้ง ๔ ที่เมืองสุพรรณบุรี และน้ำปัญจมหานทีในชมพูทวีป แต่ได้ใช้น้ำอันมีสวัสดิมงคล [สะ-หฺวัด-ดิ-มง-คน] จากทั่วพระราชอาณาจักรด้วย

การจารึกพระสุพรรณบัฏ จารึกดวงพระชนมพรรษา และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล

การจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระชนมพรรษา และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ต้องกระทำตามฤกษ์ ในตอนเย็นหรือค่ำก่อนถึงวันพระฤกษ์พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ และโหรหลวงสวดบูชาเทวดาในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รุ่งขึ้นตอนเช้าเมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันแล้ว พระราชวงศ์ที่ทรงเป็นประธานทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการทรงศีล ผู้ที่จะจารึกและแกะพระราชลัญจกรนุ่งขาวสวมเสื้อขาวและมีผ้าขาวเฉวียงบ่า รับศีล เวลาใกล้พระฤกษ์ประธานทรงจุดเทียนเงินเทียนทอง ผู้ที่จะจารึกและช่างนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร บ่ายหน้าไปกราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วคล้องสายสิญจน์ หันหน้าสู่มงคลทิศ [มง-คน-ทิด] ครั้นได้พระฤกษ์โหรหลวงลั่นฆ้องชัยให้สัญญาณ ลงมือจารึกและแกะพระราชลัญจกร พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา [ไช-ยะ-มง-คน-คา-ถา] พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์และพิณพาทย์ขณะจารึกและแกะพระราชลัญจกร เมื่อเสร็จแล้วพราหมณ์หลั่งน้ำสังข์และเจิมทั้งแผ่นพระสุพรรณบัฏ ดวงพระชนมพรรษา และพระราชลัญจกร

พระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย

พระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธยเป็นแผ่นทองคำ มีขนาดกว้างยาวพอที่จะจารึกพระปรมาภิไธยได้ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระสุพรรณบัฏกว้าง ๗ นิ้ว ยาว ๑๔ นิ้ว พระสุพรรณบัฏนี้จะต้องทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โหรหลวงจึงต้องกำหนดพระฤกษ์อันเป็นมงคลสำหรับการจารึกก่อนการพระราชพิธี พิธีจารึกกระทำที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีการเจริญพระพุทธมนต์และการบูชาเทวดาในตอนเย็นก่อนถึงวันพระฤกษ์ รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ อาลักษณ์ผู้ทำหน้าที่จารึกนุ่งขาว สวมเสื้อขาว มีผ้าขาวเฉวียงบ่า รับศีล นมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและกราบถวายบังคมไปทางสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนการจารึก ขณะจารึกพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์และพิณพาทย์ เมื่อจารึกเสร็จพราหมณ์หลั่งน้ำสังข์และเจิมพระสุพรรณบัฏ ม้วนแล้วพันด้วยไหมเบญจพรรณและพันด้วยแพรแดงอีกชั้นหนึ่ง บรรจุในพระกรัณฑ์ [พฺระ-กะ-รัน] ทองคำลงยาราชาวดี ก่อนจะมีการเวียนเทียนสมโภชต่อไป

พระปรมาภิไธยในพระสุพรรณบัฏ

พระปรมาภิไธยที่จารึกลงในพระสุพรรณบัฏแต่เดิมมาเป็นพระปรมาภิไธยที่มีความยาวหลายบรรทัด ใช้คำศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤตที่ผูกขึ้นอย่างประณีตให้ได้เสียงที่ไพเราะ และสื่อความถึงพระคุณวิเศษ [พฺระ-คุน-นะ-วิ-เสด] และสายราชสกุลของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น พระปรมาภิไธยในพระสุพรรณบัฏของรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ เป็นอย่างเดียวกัน คือ ขึ้นต้นว่า “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี” [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-บอ-รม-มะ-รา-ชา-ทิ-ราด-รา-มา-ทิ-บอ-ดี] และลงท้ายด้วย “บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว” [บอ-รม-มะ-บอ-พิด-พฺระ-พุด-ทะ-เจ้า-หฺยู่-หัว] ต่อมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ เปลี่ยนเป็นขึ้นต้นด้วย “พระบาทสมเด็จพระปรมินทร” [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน] หรือ “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร” [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-เมน] ในสมัยรัชกาลที่ ๙ พระปรมาภิไธยที่จารึกในพระสุพรรณบัฏปรากฏดังนี้ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน-ทฺระ-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด มะ-หิด-ตะ-ลา-ทิ-เบด-รา-มา-ทิ-บอ-ดี จัก-กฺรี-นะ-รึ-บอ-ดิน สะ-หฺยา-มิน-ทฺรา-ทิ-ราด บอ-รม-มะ-นาด-บอ-พิด]

พระราชลัญจกรประจำรัชกาล

พระราชลัญจกรประจำรัชกาล คือดวงตราสำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ในเอกสารราชการแผ่นดิน เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา พระราชลัญจกร ทำด้วยงาช้างเป็นรูปวงกลม กลางวงกลมแกะเป็นรูปครุฑ รอบขอบภายในจารึกพระปรมาภิไธย พระราชลัญจกรเป็นเครื่องมงคลที่แสดงพระบรมราชอิสริยยศ [พฺระ-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-อิด-สะ-ริ-ยะ-ยด] และพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะมีพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาลตามพระฤกษ์ที่โหรหลวงคำนวณ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อจารึกแล้วเชิญประดิษฐานบนธรรมาสน์ศิลาเบื้องหน้าพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภช ๓ รอบ และพักไว้ในพระอุโบสถ ครั้นถึงวันเริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงตั้งขบวนแห่เชิญไปตั้ง ณ มณฑลพระราชพิธีในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

พระราชยานกง

พระราชยานกง [พฺระ-ราด-ชะ-ยาน-กง] ประกอบด้วยคำว่า พระราชยาน กับคำว่า กง พระราชยาน หมายถึง ยานของหลวง ใช้สำหรับเดินทางหรือเชิญพระบรมสารีริกธาตุ [พฺระ-บอ-รม-มะ-สา-รี-ริก-กะ-ทาด] พระพุทธรูปที่สำคัญ พระบรมอัฐิ เป็นต้น ส่วนคำว่า กง มีความหมายอย่างหนึ่งคือ ไม้รูปโค้ง พระราชยานกง มีกงสำหรับวางแขนและมีพนักพิง ทำด้วยไม้แกะสลักปิดทอง เป็นพระราชยานแบบประทับห้อยพระบาท มีคานหาม ๒ คาน กับแอกและลูกไม้สำหรับหาม ๘ คน ใช้ทรงในเวลาปรกติและในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนราบ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชยานกงใช้เชิญพระสุพรรณบัฏและ*ดวงพระบรมราชสมภพ ทั้งยังใช้ทรงไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังข้อความในจดหมายเหตุตอนหนึ่งว่า “เจ้าพนักงานได้เชิญพระสุพรรณบัฏ [พฺระ-สุ-พัน-นะ-บัด] แลดวงพระชนมพรรษา แต่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามมาขึ้นพระราชยานกงที่หน้าประตูหลังพระอารามด้านตวันตก”

*คำว่า “ดวงพระบรมราชสมภพ” พบการใช้ในราชกิจจานุเบกษาครั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งในราชกิจจานุเบกษาครั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และครั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พบการใช้คำว่า “ดวงพระชนมพรรษา”

หอพระธาตุมณเฑียร

หอพระธาตุมณเฑียร [หอ-พฺระ-ทาด-มน-เทียน] อยู่ทางด้านตะวันตกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นหอเล็ก ๆ ชั้นเดียว ยกพื้นสูง ๓ เมตร หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันจำหลักลายดอกเบญจมาศใบเทศ พื้นประดับกระจกสี ฝ้าเพดานทั้งภายในและภายนอกเขียนทองเป็นลายดอกพุดตานดอกลอยและลายหงส์ ผนังภายในหอเขียนภาพสีน้ำเป็นภาพลวดลายเครื่องมงคลและเครื่องบูชาตามแบบจีน หอพระธาตุมณเฑียรนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี [พฺระ-บอ-รม-มะ-อัด-ถิ-สม-เด็ด-พฺระ-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-บุบ-พะ-กา-รี] เป็นต้นว่า พระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก [สม-เด็ด-พฺระ-ปะ-ถม-บอ-รม-มะ-หา-ชะ-นก] พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ ในวันก่อนวันเริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นต้นมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินมาถวายบังคมพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี [สม-เด็ด-พฺระ-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-บุบ-พะ-กา-รี] ณ หอพระธาตุมณเฑียร

การลดพระมหาเศวตฉัตร

พระมหาเศวตฉัตร [พฺระ-มะ-หา-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] หรือ พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร [พฺระ-นบ-พะ-ปะ-ดน-มะ-หา-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] เป็นเครื่องแสดงพระบรมราชอิสริยยศ [พฺระ-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-อิด-สะ-ริ-ยะ-ยด] อย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว

โดยปรกตินั้น พระมหาเศวตฉัตรที่ปักหรือแขวนในพระที่นั่งองค์ต่าง ๆ จะลดลงมาซ่อมแซมและเปลี่ยนผ้าหุ้มได้เฉพาะเมื่อมีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะตามธรรมเนียมแต่โบราณนั้นหากยังไม่เปลี่ยนรัชกาลจะไม่ลดพระมหาเศวตฉัตรลงเด็ดขาด เว้นแต่มีเหตุอันเลี่ยงไม่ได้ ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ว่า “พระเศวตฉัตรนั้นจะลดลงจากที่ได้ต่อเมื่อเปลี่ยนรัชกาล ... ถ้าหากมีความจำเป็นต้องลด เช่นเวลาปฏิสังขรณ์พระราชมนเทียรเป็นต้น เมื่อกลับยกเศวตฉัตรขึ้นที่เดิม ก็ต้องทำเป็นการพิธี มีฤกษ์และสมโภช เพราะฉะนั้นจึงมีแต่งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเดียว ซึ่งระเบียบการพิธีมีลดพระเศวตฉัตรลงซ่อมแซมและเปลี่ยนผ้าหุ้มใหม่ แล้วยกกลับขึ้นตั้งที่ในวันแรกตั้งการพิธีบรมราชาภิเษก”

เทวดานพเคราะห์ (๑)

เทวดานพเคราะห์ คือเทวดาที่โหรหลวงเรียกในการคำนวณฤกษ์ยามแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ คือ พระอาทิตย์ เป็นรูปเทวดาทรงสิงห์ พระจันทร์ รูปเทวดาทรงม้า พระอังคาร รูปเทวดาทรงกระบือ พระพุธ รูปเทวดาทรงช้าง พระพฤหัสบดี รูปเทวดาทรงกวาง พระศุกร์ รูปเทวดาทรงโค พระเสาร์ รูปเทวดาทรงเสือ พระเกตุ รูปเทวดาทรงพญานาค พระราหู รูปเทวดาทรงครุฑ ซึ่งเทวดาดังกล่าวนี้มีกำลังวันคือสิ่งที่ทำให้เกิดอำนาจความเข้มแข็ง คือ พระอาทิตย์มีกำลังวัน ๖ พระจันทร์ กำลังวัน ๑๕ พระอังคาร กำลังวัน ๘ พระพุธกลางวัน กำลังวัน ๑๗ พระพุธกลางคืน กำลังวัน ๑๒ พระพฤหัสบดี กำลังวัน ๑๙ พระศุกร์ กำลังวัน ๒๑ พระเสาร์ กำลังวัน ๑๐ พระราหู กำลังวัน ๑๒ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โหรหลวงจะใช้กำลังวันเพื่อคำนวณพระฤกษ์ต่าง ๆ จากวัน เดือน ปีพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงรับบรมราชาภิเษก เช่น พระฤกษ์จารึกพระสุพรรณบัฏ [พฺระ-สุ-พัน-นะ-บัด] พระฤกษ์สรงพระมุรธาภิเษก [สง-พฺระ-มุ-ระ-ทา-พิ-เสก]

เทวดานพเคราะห์ (๒)

เทวดานพเคราะห์ คือ เทวดาซึ่งสมมติแทนดาวพระเคราะห์ ๙ องค์ แต่ละองค์ได้กำหนดให้เป็นเทวดาประจำทิศต่าง ๆ ด้วย ได้แก่ พระอาทิตย์ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระจันทร์ประจำทิศตะวันออก พระอังคารประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระพุธประจำทิศใต้ พระพฤหัสบดีประจำทิศตะวันตก พระศุกร์ประจำทิศเหนือ พระเสาร์ประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระราหูประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และพระเกตุ [พฺระ-เกด] ประจำทิศท่ามกลาง

ก่อนวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีการเชิญเทวรูปพระเกตุตั้งบนพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ส่วนเทวดานพเคราะห์อีก ๘ องค์ตั้งในบุษบกลายทองบนตั่งอัฐทิศ [ตั่ง-อัด-ถะ-ทิด] ซึ่งตั้งล้อมรอบพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ เพื่อให้โหรทำพิธีบูชา ในขณะที่มีการเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อถึงวันบรมราชาภิเษกจะเชิญเทวรูปทั้งหมดไปไว้รวมกับเทวรูปองค์อื่นๆ

อธิไทโพธิบาต

อธิไทโพธิบาต [อะ-ทิ-ไท-โพ-ทิ-บาด] เป็นกลุ่มเทวดา ๘ องค์ แต่ละองค์เป็นเทวดาประจำทิศแต่ละทิศ ได้แก่ ๑. พระอินทร์ ประจำทิศบูรพา ๒. พระเพลิง ประจำทิศอาคเนย์ ๓. พระยม ประจำทิศทักษิณ ๔. พระนารายณ์ ประจำทิศหรดี [หอ-ระ-ดี] ๕. พระวรุณ ประจำทิศประจิม ๖. พระพาย ประจำทิศพายัพ ๗. พระโสม ประจำทิศอุดร และ ๘. พระไพสพ ประจำทิศอีสาน เทวดาอธิไทโพธิบาตนี้พบในตำราว่าด้วยอุบาทว์ที่เกิดแต่เทวดาแต่ละองค์ ซึ่งบันทึกไว้ในสมุดไทย และจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [วัด-พฺระ-เชด-ตุ-พน-วิ-มน-มัง-คะ-ลา-ราม] นอกจากนี้ ยังพบเขียนเป็นรูปตกแต่งบานหน้าต่างพระมณฑปยอดทรงมงกุฎ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามด้วย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีการตั้งเทวรูปอธิไทโพธิบาตบนตั่งรอบพระที่นั่งอัฐทิศ [อัด-ถะ-ทิด] ตามทิศที่เทวดาแต่ละองค์ประจำอยู่ โดยตั้งหน้าบุกษกเทวดานพเคราะห์ก่อนวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และถอนไปในวันบรมราชาภิเษก

พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน

พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พระที่นั่งบุษบกมาลา อยู่ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อะ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ, อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ] เป็นพระราชบัลลังก์บุษบก ประดิษฐานเหนือฐานปูนปั้นทองแกมแก้ว องค์บุษบกสร้างในรัชกาลที่ ๑ เป็นบุษบกแบบมีเกริน [เกฺริน] หัวท้าย ทำด้วยไม้จำหลักลายปิดทองประดับกระจกบางแห่ง ฐานบุษบกสร้างในรัชกาลที่ ๓ เป็นฐานปูนประกอบลายปูนปั้นปิดทองประดับกระจก เดิมพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมานเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จออกมหาสมาคมในโอกาสต่าง ๆ ต่อมาจัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญในการพระราชพิธีและการพระราชกุศล เช่น วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งเป็นวันเริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๖ มีการตั้งพระสัมพุทธพรรณี [พฺระ-สำ-พุด-ทะ-พัน-นี] ที่พระที่นั่งบุษบกมาลา เพื่อให้รัชกาลที่ ๖ ไปทรงนมัสการในตอนบ่ายวันเดียวกัน ดังที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “เจ้านายผู้ชายคอยอยู่แล้วในพระที่นั่งอมรินทร์ ฉันเข้าไปถึงก็จุดเครื่องนมัสการบูชาพระสัมพุทธพรรณี, ซึ่งประดิษฐานบนพระที่นั่งบุษบกมาลา”

ตั้งน้ำวงด้าย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเริ่มด้วยการ “ตั้งน้ำวงด้าย” รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งเป็นวันเริ่มงานพระราชพิธีไว้ว่า “การสวดมนตร์วันนี้เรียกว่า ‘ตั้งน้ำวงด้าย’” ตั้งน้ำคือตั้งภาชนะที่ใส่น้ำสำหรับพระราชพิธี วงด้ายคือวงสายสิญจน์รอบบริเวณพิธี จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ มีข้อความเกี่ยวกับการตั้งน้ำวงด้ายว่า “แลตั้งพระขันหยกมีเทียนทองสำหรับพระราชพิธี พระครอบพระกริ่ง พระมหาสังข์กับพระเต้าน้ำพระพุทธมนต์ต่าง ๆ ... วงสายสิญจน์สะพานจากพระแท่นมณฑลแยกเลียบไปตามผนังเหนือลวดบัวทั้งสองด้าน ... โยงสายสิญจน์จากสพานมาสำหรับพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อะ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ, อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ] พระที่นั่งไพศาลทักษิณแลพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน [จัก-กฺระ-พัด-พิ-มาน] ทุกสายที่สวดมนต์ แล้วต่อออกไปวงรอบพระมหามณเฑียรที่ทำพระราชพิธีทั้งสิ้น แลวงไปที่มณฑปพระกระยาสนาน แล้ววงต่อออกไปวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย”

เทียนชัย

เทียนชัยเป็นเทียนขี้ผึ้งที่จุดตามฤกษ์ที่โหรคำนวณในพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูป พิธีมังคลาภิเษกวัตถุมงคล และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เทียนชัยมีน้ำหนัก ๘๐ บาท ความสูงเท่าประธานของงาน จำนวนไส้เทียน ๑๐๘ เส้น พิธีพุทธาภิเษกหรือพิธีมังคลาภิเษก ประธานในพิธีจุดเทียนชนวนถวายประธานสงฆ์ ประธานสงฆ์รับเทียนแล้วบริกรรมคาถาจุดเทียนชัย พระสงฆ์ในมณฑลพิธีเจริญพระพุทธมนต์พุทธาภิเษก หรือพิธีมังคลาภิเษก [มัง-คะ-ลา] เมื่อเสร็จพิธีนิมนต์พระสงฆ์อีกรูปหนึ่งบริกรรมคาถาดับเทียนชัย ในพิธีเบื้องต้นก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ได้เวลาพระฤกษ์ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทรงจุดเทียนทอง ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน [พฺระ-ราด-ชะ-สัด-ตะ-ยา-ทิด-สะ-ถาน] แล้วถวายเทียนนั้นแด่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อเสด็จไปทรงจุดเทียนชัยในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ] เสร็จแล้วกลับไปนั่งที่เดิม พระราชาคณะผู้ใหญ่อ่านประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระสงฆ์ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เจริญพระพุทธมนต์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เชิญเครื่องสักการะเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หลังจากสมเด็จพระสังฆราชทรงจุดเทียนชัยแล้ว พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงรับรัชทายาทจะทรงจุดเทียนชนวนสำหรับให้มหาดเล็กเชิญไปใช้จุดธูปเทียนในการสักการะเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่สำคัญ ซึ่งมีจำนวนต่างกันในแต่ละรัชกาล เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๑๘ องค์สมัยรัชกาลที่ ๙ ได้แก่ พระสยามเทวาธิราช เทวดาประจำพระมหาเศวตฉัตรในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ] พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งอนันตสมาคม หุ่นฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเครื่องต้นที่ห้องภูษามาลา พระอิศวร พระนารายณ์ และพระคเณศร์ ณ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระกาฬชัยศรี [พฺระ-กาน-ไช-สี] พระเพลิง พระเจตคุปต์ [พฺระ-เจด-ตะ-คุบ] เทวรูป ณ หอแก้วพระภูมิ เทวรูป ณ หอเชือก และเทวรูป ณ ตึกดิน

พระสยามเทวาธิราช

พระสยามเทวาธิราช เป็นเทวรูปยืนสูงประมาณ ๘ นิ้ว ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช [กะ-สัด-ตฺริ-ยา-ทิ-ราด] พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกจีบเสมอพระอุระ มีเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์อยู่เบื้องหลัง ที่เรือนแก้วมีคำจารึกเป็นอักษรจีนแปลความได้ว่า เทพยดาผู้สิงสถิตรักษาสยามประเทศ พระสยามเทวาธิราชนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า เมืองไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นมาได้เสมอ ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งคอยพิทักษ์รักษาอยู่ สมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้นไว้สักการบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการทรงปั้นรูปเทพองค์นั้นแล้วหล่อขึ้น ถวายนามว่า พระสยามเทวาธิราช ปัจจุบันประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในหมู่พระมหามณเฑียร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติของไทย จึงโปรดเกล้าฯ ให้บวงสรวงพระสยามเทวาธิราชเป็นพระราชประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ภาณวาร

คำว่า ภาณวาร [พาน-นะ-วาน] ประกอบด้วยคำว่า ภาณ [พา-นะ] ในภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า การสวด การกล่าว และคำว่า วาร [วาน] มาจากคำภาษาบาลีและสันสกฤต วาร [วา-ระ] แปลว่า คราว ครั้ง วัน คำว่า “ภาณวาร” จึงแปลว่า คราวแห่งการสวด วาระแห่งการสวด ใช้เรียกข้อความในคัมภีร์ต่าง ๆ เช่น ในพระสูตรสำหรับสาธยายเป็นคราว ๆ กำหนดเป็นตอน ๆ เรียกรวมว่า จตุภาณวาร [จะ-ตุ-พาน-นะ-วาน] คือ มี ๔ ภาณวาร มีการสวดภาณวารในพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “เสด็จขึ้นในพระมหามณเฑียรที่ห้องพระบรรทม ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ แล้วสรวม [สวม] พระมหามงคล ซึ่งสอดด้วยสายสิญจน์สูตร ทรงสดับพระราชาคณะสงฆ์สมถะ ๕ รูป สวดพระจัตุภาณวาร [จัด-ตุ-พาน-นะ-วาน] จบพระตำนานแล้ว ประโคมแตรสังข์ฆ้องไชยกังสดาลดุริยดนตรีมโหรีพิณพาทย์”

พระมหามงคล

พระมหามงคลเป็นราชาศัพท์ที่ใช้เรียกด้ายสีขาวที่ทำเป็นวงกลมสำหรับสวมพระเจ้าพระมหากษัตริย์ ก่อนวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ณ ที่นั้นพระสงฆ์ ๓๐ รูป มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน และพระสงฆ์ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อะ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ, อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ] ๔๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนชนวน ตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน [พฺระ-ราด-ชะ-สัด-ตะ-ยา-ทิด-สะ-ถาน] แล้วถวายเทียนชนวนแด่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อเสด็จไปทรงจุดเทียนชัยในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระราชาคณะเจ้าคณะรองอ่านประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนพระมหามงคล เทียนเท่าพระองค์ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช พระที่นั่งอัฐทิศ [อัด-ถะ-ทิด] พระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] โหรบูชาเทพดา [เทบ-พะ-ดา] นพเคราะห์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน [จัก-กฺระ-พัด-พิ-มาน] ทรงพระมหามงคลและทรงสดับพระสงฆ์ ๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร จบแล้วทรงถอดพระมหามงคลเสด็จพระราชดำเนินไปพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงจุดธูปเทียนบูชาเทพดานพเคราะห์

ใบสมิต

ใบสมิต เป็นใบไม้มงคลที่พราหมณ์จัดทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในโอกาสครบรอบนักษัตร เช่น ๕ รอบ ๖ รอบ ใบสมิตประกอบด้วยใบไม้ ๓ ชนิด คือ ใบมะม่วง ๒๕ ใบ แทนปัญจวีสมหภัย [ปัน-จะ-วี-สะ-มะ-หะ-ไพ] ๒๕ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันภยันตราย [พะ-ยัน-ตะ-ราย] ใบทอง ๓๒ ใบ แทนทวดึงสกรรมกรณ [ทะ-วะ-ดึง-สะ-กำ-มะ-กะ-ระ-นะ] ๓๒ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันอุปัทวันตราย [อุ-ปัด-ทะ-วัน-ตะ-ราย, อุบ-ปัด-ทะ-วัน-ตะ-ราย] และใบตะขบ ๙๖ ใบ แทนฉันวุติโรค [ฉัน-นะ-วุด-ติ-โรก] ๙๖ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันโรคันตราย [โร-คัน-ตะ-ราย] พราหมณ์นำใบไม้แต่ละชนิดดังกล่าวมัดเป็นช่อแล้วหุ้มโคนช่อด้วยผ้าขาว ทำพิธีตามลัทธิของพราหมณ์ แล้วนำไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธี โดยประธานพราหมณ์ ถวายน้ำพระมหาสังข์ก่อน แล้วจึงถวายใบสมิต ทรงรับครั้งละช่อ แล้วใช้ปัดพระองค์จากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ทั้ง ๓ ช่อ ช่อละ ๓ ครั้ง แล้วพระราชทานคืนแก่พราหมณ์นำกลับไปทำพิธีโหมกูณฑ์ [โหมฺ-กูน] คือพิธีบูชาไฟ ณ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสร็จแล้วนำเถ้าไปลอยน้ำเพื่อให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายไปกับสายน้ำ

พระมหามณเฑียร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหามณเฑียรขึ้นโดยมีกำแพงแก้วล้อมรอบ ใช้เป็นมณฑลพระราชพิธีในการพระราชพิธีปราบดาภิเษก และทรงใช้เป็นที่ประทับตลอดรัชกาล ต่อมาพระมหามณเฑียรใช้เป็นมณฑลพระราชพิธีสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสืบเนื่องกันมา หมู่พระมหามณเฑียร ประกอบด้วยพระที่นั่งและหอต่าง ๆ ติดต่อกันรวม ๗ องค์ ได้แก่ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน [จัก-กฺระ-พัด-พิ-มาน] พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน [อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ-มะ-ไห-สู-ระ-ยะ-พิ-มาน] พระที่นั่งเทพสถานพิลาส [เทบ-สะ-ถาน-พิ-ลาด] พระที่นั่งเทพอาสน์พิไล [เทบ-พะ-อาด-พิ-ไล] หอพระสุลาลัยพิมาน และหอพระธาตุมณเฑียร

อมรินทราภิเษกมหาปราสาท

อมรินทราภิเษกมหาปราสาท เอกสารบางฉบับใช้ว่า อินทราภิเษกมหาปราสาท [อิน-ทฺรา-พิ-เสก-มะ-หา-ปฺรา-สาด] เป็นชื่อพระมหาปราสาทที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายแบบพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท [สัน-เพ็ด-ปฺรา-สาด] ซึ่งใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องมาหลายพระองค์ มาสร้างขึ้นเป็นพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท แล้วเสร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๗ ดังมีข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิบ-บอ-ดี] ว่า “ให้ยกยอดพระมหาปราสาทข้างต้น มีพรหมพักตร์ [พฺรม-มะ-พัก] แลปักพุ่มข้าวบิณฑ์บนปลายยอด แล้วพระราชทานนามว่า พระที่นั่งอมรินทราภิเศกมหาปราสาท” พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๒ อสนีบาต [อะ-สะ-นี-บาด] ตกต้องหน้าบันมุขเด็จพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท แล้วเลยลุกลามไหม้พระมหาปราสาททั้งองค์ รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท”

การสรงพระมุรธาภิเษกและการรับน้ำอภิเษก

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพระมหากษัตริย์สรงพระมุรธาภิเษก [สง-พฺระ-มุ-ระ-ทา-พิ-เสก] ที่มณฑปพระกระยาสนานแล้ว ยังเสด็จไปประทับรับน้ำอภิเษกที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ด้วย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอ้างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ว่าพระองค์ทรงพระราชดำริวินิจฉัยไว้ว่า ตำราราชาภิเษกของไทยคงจะว่าไว้เป็น ๒ อย่าง คือ อย่างใหญ่กับอย่างย่อ การสรงด้วยมณฑปพระกระยาสนานเป็นการทำอย่างใหญ่ ประทับรับอภิเษกบนพระที่นั่งอัฐทิศเป็นการทำอย่างย่อ แต่ผู้อำนวยการพิธีไม่เข้าใจจึงทำหมดทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มีพระดำริว่าอาจวินิจฉัยเรื่องนี้ไปอีกอย่างหนึ่งได้ คือ การสรงที่มณฑปพระกระยาสนานนั้น เป็นการสรงเพื่อชำระพระองค์ให้สะอาดก่อนเข้าพิธี ส่วนการเสด็จขึ้นพระที่นั่งอัฐทิศเป็นการขึ้นตั่งรับอภิเษก

มณฑปพระกระยาสนาน

มณฑปพระกระยาสนาน หรือ พระมณฑปพระกระยาสนาน เป็นสถานที่สรงสนานสำหรับพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลักษณะเป็นมณฑปหุ้มผ้าขาวแต่งด้วยเครื่องทองคำ เพดานดาดผ้าขาว มีสหัสธารา [สะ-หัด-สะ-ทา-รา] สำหรับไขน้ำพระมุรธาภิเษกจากบนเพดานให้โปรยลงยังที่สรง ผูกพระวิสูตรขาวทั้ง ๔ ด้าน ภายในมณฑปตั้งตั่งอุทุมพรบนถาดทองรองน้ำสรง วันสรงพระมุรธาภิเษก ตั้งถาดสรงพระพักตร์ มีครอบมุรธาภิเษกสนาน และวางใบไม้นามวันกาลกิณีสำหรับทรงเหยียบบนฐานมณฑปตั้งราชวัติทรงเครื่องพื้นขาวลายทอง ตั้งฉัตร ๗ ชั้นทองแผ่ลวดพื้นโหมดทองเงินนาคทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๓ องค์ มีบุษบกน้อยสำหรับประดิษฐานพระชัยนวโลหะ [พฺระ-ไช-นะ-วะ-โล-หะ] ทางทิศตะวันออก และประดิษฐานพระมหาพิฆเนศ [พฺระ-มะ-หา-พิ-คะ-เนด] ทางทิศตะวันตก ที่มุมฐานมณฑปทั้ง ๔ มุม ตั้งศาลจัตุโลกบาล [จัด-ตุ-โลก-กะ-บาน] สำหรับบูชาพระฤกษ์

หอพระสุลาลัยพิมาน

หอพระสุลาลัยพิมาน ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ เขียนว่า “หอพระสุราลัยพิมาน” ก็มีเป็นหอขนาดเล็ก สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๑ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ มีมุขกระสันต่อเนื่องระหว่างองค์พระที่นั่งกับหอพระสุลาลัยพิมาน เดิมเรียกว่า หอพระเจ้า คือหอพระสำหรับพระมหากษัตริย์ทรงสักการะปูชนียวัตถุสำคัญเป็นส่วนพระองค์ หอพระสุลาลัยพิมาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ [พฺระ-พุด-ทะ-ปะ-ติ-มา-ไช-ยะ-วัด] ประจำรัชกาล พระพุทธรูปทรงเครื่องปางห้ามสมุทร ๔ องค์ และพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก่อนสรงพระมุรธาภิเษก พระมหากษัตริย์จะทรงสักการะพระพุทธรูปสำคัญในหอพระสุลาลัยพิมาน และทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นฉลองพระองค์เศวตพัสตร์ [สะ-เหฺวด-ตะ-พัด] หลังจากสรงพระมุรธาภิเษกแล้ว จะทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ [ฉะ-หฺลอง-พฺระ-อง-บอ-รม-มะ-ขัด-ติ-ยะ-ราด-ชะ-พู-สิ-ตา-พอน] ณ ที่นี้

ฉลองพระองค์เศวตพัสตร์

คำว่า เศวตพัสตร์ [สะ-เหฺวด-ตะ-พัด] แปลว่า ผ้าขาว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีขั้นตอนสำคัญตอนหนึ่งคือ สรงพระมุรธาภิเษก ซึ่งใช้น้ำที่ทำพิธีตักจากแหล่งน้ำสำคัญในราชอาณาจักรไทย แล้วทำพิธีเสกน้ำในพระอุโบสถของวัดที่ได้กำหนดไว้ แล้วจึงนำมาผสมกับน้ำเทพมนตร์ [น้ำ-เทบ-พะ-มน] ของคณะพราหมณ์ ในการสรงพระมุรธาภิเษก พระมหากษัตริย์จะทรงฉลองพระองค์เศวตพัสตร์ ประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ [อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ในมณฑปพระกระยาสนาน ฉลองพระองค์เศวตพัสตร์ลักษณะเป็นผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒ ผืน ผืนหนึ่งขนาดเล็กสำหรับทรงสะพักเฉียงพระอังสา อีกผืนหนึ่งขนาดใหญ่สำหรับทรงแบบจีบหน้านาง ผ้าทรงสะพักนำทองคำมารีดเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วตัดเป็นเส้นขนาดความกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร เย็บติดกับริมขอบผ้าทั้ง ๔ ด้าน ส่วนผ้าสำหรับทรง นำแผ่นทองคำขนาดเดียวกันกับที่ติดผ้าทรงสะพักมาเย็บติดขอบชายผ้าเฉพาะด้านล่างขนานกัน ๒ เส้น

ประโคม

คำว่า ประโคม อาจมาจากคำภาษาเขมร ปฺรคํ (ปฺรอ-กม) ประโคม หมายถึงบรรเลงดนตรีเป็นสัญญาณในพิธีบางอย่างเพื่อสักการบูชาหรือยกย่อง เป็นต้น หนังสือ “เรื่องราชูปโภคและพระราชฐาน” ระบุว่าเครื่องประโคมสำหรับพระบรมราชอิสริยยศ (พฺระ-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-อิด-สะ-ริ-ยะ-ยด) พระมหากษัตริย์ มี ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ประโคมแตรและมโหระทึก มีพนักงานเป่าแตรเงินและกระทั่งมโหระทึก ใช้ในการเสด็จออกขุนนางหรือนำเสด็จพระราชดำเนินขบวนน้อย ประเภทที่ ๒ ประโคมสังข์แตรกลองชนะ มีพนักงานเป่าสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ ตีกลองสองหน้า กลองชนะเงิน กลองชนะทอง กลองชนะเขียวลายเงิน กลองชนะแดงลายทอง ประโคมเวลาเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตรา หรือเวลาเสด็จออกในงานพระราชพิธีใหญ่ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก) มีการประโคมหลายครั้ง เช่น ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนการกราบบังคมทูลถวายชัยมงคล (ไช-ยะ-มง-คน) และหลังจากมีพระราชดำรัสตอบ เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ แตรฝรั่ง มโหระทึก กลองชัยชนะ

กองแก้วจินดา

กองแก้วจินดา เป็นหน่วยทหารโบราณ อยู่ในสังกัดทหารปืนใหญ่ มีหน้าที่ยิงปืนใหญ่ขนาดเล็กตามพระฤกษ์ที่โหรหลวงคำนวณ ขณะที่เจ้าพนักงานไขสหัสธารา [สะ-หัด-สะ-ทา-รา] ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงพระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน กองแก้วจินดายิงปืนตามกำลังวันที่ประกอบพระราชพิธี เช่น วันศุกร์ยิง ๒๑ นัด พร้อมกับพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร มโหระทึก และดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี อีกตอนหนึ่งคือเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] หัวหน้าพราหมณ์ถวายพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย [พฺระ-สุ-พัน-นะ-บัด-พฺระ-ปอ-ระ-มา-พิ-ไท] กองแก้วจินดายิงปืนตามกำลังวันพร้อมกับพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา [ไช-ยะ-มง-คน-คา-ถา] ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์ [บัน-เดาะ] ฆ้องชัย แตร มโหระทึก และดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๑๐๑ นัด [หฺนึ่ง-ร้อย-เอ็ด-นัด] ปืนที่กองแก้วจินดายิงมี ๔ กระบอก มีชื่อว่า มหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค [มะ-หา-ปฺราบ-ยุก]

กำลังวัน

กำลังวัน คือ เลขที่กำหนดไว้ประจำวัน มีที่มาจากจำนวนปีที่เทวดาพระเคราะห์เสวยอายุตามคัมภีร์มหาทักษา ได้แก่ วันอาทิตย์มีกำลังวัน ๖ วันจันทร์มีกำลังวัน ๑๕ วันอังคารมีกำลังวัน ๘ วันพุธกลางวันมีกำลังวัน ๑๗ วันพุธกลางคืนหรือพระราหูมีกำลังวัน ๑๒ วันพฤหัสบดีมีกำลังวัน ๑๙ วันศุกร์มีกำลังวัน ๒๑ วันเสาร์มีกำลังวัน ๑๐ เลขทั้ง ๘ จำนวนนี้รวมกันได้ ๑๐๘ ซึ่งเป็นเลขมงคล ส่วนพระเกตุซึ่งเพิ่มเข้ามาเป็นดาวพระเคราะห์ดวงที่ ๙ ในภายหลัง มีกำลังวัน ๙ ทั้งนี้ กำลังวันมักใช้เป็นจำนวนครั้งในการทำกิจกรรมในวันนั้น ๆ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อถึงช่วงสำคัญจะมีการยิงปืนกองแก้วจินดาจำนวนนัดตามกำลังวัน เช่น สมัยรัชกาลที่ ๙ ยิงปืนกองแก้วจินดา ๒๑ นัดตามกำลังวันศุกร์ เมื่อสรงสหัสธารา [สะ-หัด-สะ-ทา-รา] แล้วครั้งหนึ่ง และขณะทรงรับพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] อีกครั้งหนึ่ง

ใบไม้ที่ใช้ในการสรงมุรธาภิเษก

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน-ทฺระ-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด บอ-รม-มะ-นาด-บอ-พิด] รัชกาลที่ ๙ พุทธศักราช ๒๔๙๓ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังมณฑปพระกระยาสนาน ประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ [อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] คือที่นั่งทำด้วยไม้มะเดื่อ ใต้ที่ประทับรองด้วยใบแก้วที่ตำราโหราศาสตร์กล่าวว่า อักษร ก เป็นอายุ คือความมั่นคงสำหรับผู้เกิดวันจันทร์ ทรงเหยียบใบอ้อที่รองอยู่ใต้พื้นมณฑปพระกระยาสนาน ใบอ้อเป็นหญ้าชนิดหนึ่ง ลำต้นแข็งเป็นปล้อง ข้างในกลวง ตามตำรากล่าวว่า อักษร อ เป็นกาลกิณี คือสิ่งชั่วร้ายสำหรับผู้เกิดวันจันทร์ ต่อมาเจ้าพนักงานไขสหัสธารา [สะ-หัด-สะ-ทา-รา] ถวายสรง สมเด็จพระสังฆราช พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ โหรหลวงและหัวหน้าพราหมณ์ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำเทพมนตร์ [เทบ-พะ-มน] ตามลำดับแล้ว หัวหน้าพราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใบมะตูมทรงทัด ซึ่งมีลักษณะเหมือนตรี เทพศาสตราวุธ [เทบ-พะ-สาด-ตฺรา-วุด] ในศาสนาพราหมณ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ และความเป็นสิริมงคล แล้วทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใบกระถินเพื่อทรงถือ

ใบมะตูม

ใบมะตูม มีลักษณะเป็น ๓ แฉก เป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู บางตำราถือว่าคล้ายพระแสงตรีซึ่งเป็นอาวุธของพระนารายณ์ ตำนานเทวปางของพราหมณ์กล่าวว่า พรหมองค์หนึ่งจุติมาเป็นช้างชื่อ เอกทันต์ [เอก-กะ-ทัน] มีอิทธิฤทธิ์และกำลังมหาศาล ไม่เชื่อฟังโองการใด ๆ ของพระนารายณ์ พระองค์จึงทรงนำเถาไม้ต่าง ๆ ๗ ชนิด มาร่ายมนตร์แล้วฟาดลงที่รอยเท้าช้างเอกทันต์ ทำให้ช้างเอกทันต์ปวดหัวแทบจะแตก วิ่งเข้าต่อสู้กับพระองค์แต่สู้ไม่ได้ พระนารายณ์ทรงซัดเชือกบาศผูกมัดเท้าขวาของช้างเอกทันต์ ทรงนำพระแสงตรีอาวุธประจำพระองค์ปักลงพื้นดินแล้วอธิษฐานให้เป็นต้นมะตูม จากนั้นเอาปลายเชือกบาศผูกกับต้นมะตูม ช้างเอกทันต์จึงพ่ายแพ้ พราหมณ์ถือว่าใบมะตูมเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและเป็นมงคล นำถวายพระมหากษัตริย์สำหรับทรงใช้ในการพระราชทานน้ำสังข์ และพราหมณ์ใช้เมื่อถวายน้ำพระมหาสังข์แด่พระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] และพระราชพิธีอื่น ๆ อนึ่ง ใบมะตูมนี้บางตำราถือว่าเป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระอิศวร และบางตำราถือว่าลักษณะสามแฉกนั้น แทนพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์

พระเต้าเบญจคัพภ์

พระเต้าเบญจคัพภ์ เป็นเครื่องราชูปโภคสำหรับบรรจุน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนตร์ [เทบ-พะ-มน] ถวายพระมหากษัตริย์สรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และใช้บรรจุน้ำพระพุทธมนต์ถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในแต่ละปี พระเต้าเบญจคัพภ์ มีหลายองค์ ทำด้วยศิลาสีต่าง ๆ พระเต้าเบญจคัพภ์องค์หนึ่งคือ พระเต้าเบญจคัพภ์รัชกาลที่ ๔ ภายในแบ่งเป็น ๕ ห้อง ตรงกลางทำเป็นดอกไม้ ๕ กลีบทำด้วยทองคำ แต่ละกลีบประดับด้วยอัญมณีสีแดง เหลือง ขาว ดำ และเขียว อย่างที่เรียกว่า “เบญจรงค์” ใต้ดอกไม้มีก้านทองคำ ๕ ก้าน แต่ละก้านจารึกพระนามพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันโธ [พระ-กะ-กุ-สัน-โท] พระโกนาคม พระกัสสปะ พระโคดม และพระศรีอาริยเมตตรัย [พฺระ-สี-อา-ริ-ยะ-เมด-ไตฺร] เสียบลงในพระเต้าแต่ละห้อง พระเต้าเบญจคัพภ์ ๒ องค์ ได้แก่ พระเต้าเบญจคัพภ์รัชกาลที่ ๑ และพระเต้าเบญจคัพภ์โมราแดงรัชกาลที่ ๕ ภายในไม่แบ่งเป็นห้อง ๆ แต่มีแผ่นทองคำรูปกลม ๕ แผ่น จารึกพระนามพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ บรรจุอยู่ภายใน พระเต้าเบญจคัพภ์หลายองค์ ภายในไม่แบ่งเป็นห้อง และไม่มีแผ่นทองคำ เช่น พระเต้าเบญจคัพภ์กลีบบัว พระเต้าเบญจคัพภ์โมราดำ

พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ

พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ เป็นเปลือกหอยสังข์นำมาขัดตกแต่ง มีสีขาวนวล และมีลักษณะพิเศษที่ปากเปิดออกทางขวา อย่างที่เรียกว่า “ทักษิณาวัฏ” [ทัก-สิ-นา-วัด] ซึ่งต่างไปจากหอยสังข์ส่วนมากที่ปากเปิดออกทางซ้าย เรียกว่า “อุตราวัฏ” [อุด-ตะ-รา-วัด] พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานนามพระมหาสังข์องค์นี้ว่า “พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ” ทรงใช้ครั้งแรกในงานพระราชพิธีปราบดาภิเษก เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ พระมหาสังข์องค์นี้ เลี่ยมขอบปากด้วยทองคำอย่างกาบกล้วยไปจดปลายปาก ซึ่งหุ้มด้วยทองคำเป็นปลอกรัดสลักลายหน้ากระดานประกอบกระจัง ในร่องปลายปากสังข์แกะลายเส้นเบาเป็นรูป “อุณาโลม” ส่วนท้ายสังข์ตกแต่งด้วยปริกทองคำฝังอัญมณีอย่างหัวพระธำมรงค์นพเก้า ที่บนหลังสังข์ติดช่อดอกไม้อย่างเทศทำด้วยทองคำประดับเพชรช่อใหญ่และช่อเล็กเรียงกันลงไปทางปลายปากสังข์และท้องสังข์ ใต้ปากสังข์ลงมาติดช่อดอกไม้อย่างเทศทำด้วยทองคำประดับเพชรขนานไปกับปากพระมหาสังข์

ฉลองพระองค์ครุย

ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์นั้น แต่เดิมไม่ทราบว่าลวดลายเป็นอย่างไร จนเมื่อมีการถ่ายภาพในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และโปรดให้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ขณะทรงฉลองพระองค์ครุยไว้ แต่ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ ยังคงเรียกตามวัสดุและลวดลายที่ปักลงบนฉลองพระองค์ครุย เช่น ฉลองพระองค์ครุยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงสวมใน พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ปักเป็นรูปเพชราวุธอยู่ในกรอบพุ่มข้าวบิณฑ์ทั้งองค์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน-ทฺระ-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด บอ-รม-มะ-นาด-บอ-พิด] ฉลองพระองค์ครุยที่ทรงสวมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงใช้ฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับฉลองพระองค์ครุยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงสวมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกองค์หนึ่งแต่ลวดลายต่างกัน ต่อมาโปรดให้สร้างฉลองพระองค์ครุยขึ้นใหม่ ปักลวดลายเป็นรูปจักรกับตรีอยู่ในกรอบพุ่มข้าวบิณฑ์ทั้งองค์ วัสดุที่ใช้ปักคือทองแล่ง

อุทุมพร

คำว่า อุทุมพร มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต อุทุมพร [อุ-ทุม-พะ-ระ] ซึ่งแปลว่าไม้มะเดื่อ ตำนานทางฝ่ายฮินดูกล่าวว่า ไม้มะเดื่อเป็นที่ประทับของเทพตรีมูรติ ซึ่งหมายถึง พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ไทยเราใช้ไม้มะเดื่อทำแท่นที่ประทับในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังคำให้การชาวกรุงเก่ามีว่า “...พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงโปรดให้เอาไม้มะเดื่อนั้นมาทำตั่งสำหรับประทับสรงพระกระยาสนานในการมงคล เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก เป็นต้น” นอกจากนั้น ในคำอธิบายเรื่องพระศุนหเศป [พฺระ-สุน-หะ-เสบ] พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ผลอุทุมพรถือว่าเป็นผลไม้สำคัญ เพราะตัวต้นไม้เป็นที่นับถือ เป็นของสำหรับกันกับกษัตริย์ นอกจากตั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] ยังมีของอื่น ๆ ที่ทำด้วยไม้อุทุมพรเป็นเครื่องใช้ในงานราชาภิเษก คือ กระบวยที่ใช้ตักน้ำมันเจิมถวาย ก็ทำด้วยไม้อุทุมพร และในโบราณกาล หม้อน้ำที่พวกกษัตริย์ใช้ถวายน้ำก็ทำด้วยไม้อุทุมพร”

พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์

พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทำด้วยไม้มะเดื่อ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับน้ำอภิเษก ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยามีข้อความว่า “เสด็จขึ้นนั่งบนตั่งไม้มะเดื่อกว้างจตุรัสศอกคืบปูผ้าขาว โรยแป้ง วางหญ้าคา ผ้าขาวปกบน ...มีตั่งน้อยกว้างศอกหนึ่ง ตั้งพระอัฐทิศ [พฺระ-อัด-ถะ-ทิด] ตั้งกลศ ตั้งสังข์ทั้ง ๘ ทิศ” ท่ามกลางพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ มีฉัตร ๗ ชั้น ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิบ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “เสด็จกลับมาสถิตเหนืออุทุมพรพระราชอาสน์ มีพระมหาเศวตฉัตร ๗ ชั้น ที่ตั่งอัฐทิศ [อัด-ถะ-ทิด] ล้อม...” ตั่งอัฐทิศที่ล้อมอยู่นี้ จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ ให้รายละเอียดว่า “พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] มีพระบวรเศวตฉัตร [พฺระ-บอ-วอน-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] อยู่ท่ามกลาง ... มีตั่งอัฐทิศล้อมทำด้วยไม้สีสุกหุ้มผ้าขาวปูผ้าขาว ตั้งเทวรูปอัฐทิศโพธิบาท [เท-วะ-รูบ-อัด-ถะ-ทิด-โพ-ทิ-บาด] และเทวรูปนพเคราะห์ประจำทิศ ... พระที่นั่งอัฐทิศนี้ตั้งบนพระแท่นลารองตั่งอุทุมพรตามทิศ”

พระที่นั่งภัทรบิฐ

พระที่นั่งภัทรบิฐ มีลักษณะคล้ายเก้าอี้ มีกงสำหรับเท้าแขน ด้านหลังมีพนักพิง พื้นพระที่นั่งบุด้วยแผ่นทองแดงกะไหล่ทองเป็นเส้นลายกระหนก ตรงกลางเป็นรูปราชสีห์ ที่ขอบและส่วนขาเป็นลายถมทอง มีฐานเขียงไม้สลักลายปิดทองประดับกระจกรองรับ สองข้างพระที่นั่งมีโต๊ะเคียงสลักลายปิดทองประดับกระจก ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๘ พระที่นั่งภัทรบิฐกางกั้นด้วยพระบวรเศวตฉัตร [พฺระ-บอ-วอน-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] ซึ่งเป็นฉัตร ๗ ชั้น ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนเป็นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร [พฺระ-นบ-พะ-ปะ-ดน-มะ-หา-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] ซึ่งเป็นฉัตร ๙ ชั้น ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพระมหากษัตริย์ประทับที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ทรงรับน้ำอภิเษกจากพราหมณ์และราชบัณฑิต ทรงรับพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ ซึ่งประดิษฐานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตรงข้ามกับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ พราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย [พฺระ-สุ-พัน-นะ-บัด-พฺระ-ปอ-ระ-มา-พิ-ไท] เครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] เครื่องราชูปโภค และพระแสง

หญ้าคา

หญ้าคานั้นชาวฮินดูถือว่าเป็นหญ้าศักดิ์สิทธิ์ ทำสถานที่ให้บริสุทธิ์ได้ ดังภาคผนวกนิยายเบงคลี [เบ็ง-คะ-ลี] ของเสฐียรโกเศศมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ก่อนจะทำพิธี สถานที่ทำการต้องทำให้บริสุทธิ์ หน้าที่นี้มักตกเป็นภาระของพวกผู้หญิง ของใช้มีมูลโคและหญ้าคาเป็นสิ่งสำคัญ” หญ้าคาเข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีต่าง ๆ ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีการวางหญ้าคาบนพระภัทรบิฐ [พฺระ-พัด-ทฺระ-บิด] และใช้หญ้าคาถักรวมกับด้ายสายสิญจน์วงรอบพระบรมมหาราชวัง ดังตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยามีว่า “แล้วจึงเสด็จขึ้นบนพระภัทรบิฐ [พฺระ-พัด-ทฺระ-บิด] มีผ้าขาวปูแล้วโรยแป้งวางหญ้าคา แล้วปูแผ่นทองที่เขียนรูปราชสีห์ด้วยชาดหอรคุณ [หอ-ระ-คุน] ปกบนผ้าขาว” และตำราราชาภิเษกในกรุงรัตนโกสินทร์มีว่า “เกี่ยวหญ้าคาถักเป็นสายสิญจน์กับด้ายสายสิญจน์ประสมกัน วงสายสิญจน์โยงทั่วไปทุกแห่งรอบพระบรมมหาราชวัง”

พระแท่นมณฑล

พระแท่นมณฑลตั้งอยู่ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ่งของที่ตั้ง ณ พระแท่นมณฑลมีถึง ๘๕ องค์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงจำแนกไว้ในหมวดต่าง ๆ เช่น พระบรมสารีริกธาตุอยู่ในหมวดพระเจ้า พระสุพรรณบัฏและพระราชลัญจกรอยู่ในหมวดพระราชสิริ ครอบพระกริ่งและพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏอยู่ในหมวดเครื่องพระมุรธาภิเษก พระมหามงกุฎและพระแสงขรรค์ชัยศรี [พฺระ-แสง-ขัน-ไช-สี] อยู่ในหมวดเครื่องต้น พระมาลาเบี่ยงและฉลองพระองค์เกราะเหล็กอยู่ในหมวดเครื่องพระพิชัยสงคราม พระแสงดาบเชลยและพระแสงดาบคาบค่ายอยู่ในหมวดพระแสง พระเสมาธิปัตย์ พระฉัตรชัย และพระเกาวพ่าห์อยู่ในหมวดเครื่องสูง พานพระขันหมากและพระสุพรรณศรีบัวแฉกอยู่ในหมวดเครื่องราชูปโภค ในรัชกาลต่อ ๆ มา สิ่งที่ตั้งบนพระแท่นมณฑลได้เพิ่มและลดลงบ้าง เช่น ในรัชกาลที่ ๙ ตั้งพระแสงเพิ่มจากพระแสงที่ตั้งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งรัชกาลที่ ๕ ถึง ๑๒ องค์

พระชัยวัฒน์

พระชัยวัฒน์ เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เดิมเรียกว่า พระไชย [พฺระ-ไช] ดังพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ [สม-เด็ด-พฺระ-พน-นะ-รัด] วัดพระเชตุพน [วัด-พฺระ-เชด-ตุ-พน] มีข้อความว่า “พระโหราราชครูธิบดีศรีพิชาจารย์ [พฺระ-โห-รา-ราด-ชะ-คฺรู-ทิบ-บอ-ดี-สี-พิ-ชา-จาน] ก็ลั่นฆ้องไชย ให้คลายเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์อันทรงพระพุทธปติมากร [พฺระ-พุด-ทะ-ปะ-ติ-มา-กอน] ทองนพคุณ บันจุพระสาริกะบรมธาตุ [บัน-จุ-พฺระ-สา-ริก-กะ-บอ-รม-มะ-ทาด] ถวายพระนามสมยาพระไชยนั้นไปก่อน แล้วเรือขบวรหน้าทั้งปวงไปโดยลำดับ” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเติมสร้อยว่า พระไชยวัฒน์ คำว่า “ไชย” แต่เดิมใช้ไม้มลาย ภายหลังแก้เป็นใช้ไม้หันอากาศ พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลมีพุทธลักษณะและขนาดต่างกัน แต่ทุกองค์ถือตาลปัตร และส่วนมากบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อมีพระราชพิธีเกี่ยวกับรัชกาลใด ก็อัญเชิญพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลนั้นมาเข้าพิธีด้วย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญตั้งพระชัยวัฒน์ทุกรัชกาลบนพระแท่นมณฑลในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

พระชัยประจำรัชกาล

พระชัยประจำรัชกาล ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีจะใช้ว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล [พฺระ-พุด-ทะ-ปะ-ติ-มา-ไช-ยะ-วัด-ปฺระ-จำ-รัด-ชะ-กาน] มีราชประเพณีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ครั้งยังไม่ได้ครองราชย์มีพระพุทธรูปประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงครามทุกครั้ง ซึ่งเรียกว่า พระชัยหลังช้าง [พฺระ-ไช-หฺลัง-ช้าง] เมื่อทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์ [พุด-ทะ-บัน-ลัง] พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร [พฺระ-พุด-ทะ-มะ-หา-มะ-นี-รัด-ตะ-นะ-ปะ-ติ-มา-กอน] ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำให้ขาดพระพุทธรูปสำหรับทรงสักการะเป็นประจำ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นแทน ถวายนามว่า พระชัย [พฺระ-ไช] ต่อมารัชกาลที่ ๔ ทรงเติมสร้อยเป็น “พระชัยวัฒน์” [พฺระ-ไช-ยะ-วัด] แต่เดิมคำว่า ชัย ใช้ไม้มลาย ในรัชกาลต่อ ๆ มาจึงถือเป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์เมื่อทรงรับบรมราชาภิเษกแล้วจะทรงหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ปัจจุบันนี้มีพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๙ เว้นรัชกาลที่ ๘ เพียงรัชกาลเดียว

เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี

เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี หรือเรียกอย่างย่อว่า “เครื่องนมัสการทองลงยาราชาวดี” ประกอบด้วยพานทองคำปากกลม ๑๐ พาน วางพุ่มดอกไม้ ๕ พาน พุ่มข้าวตอก ๕ พาน เชิงธูป ๕ เชิง เชิงเทียน ๕ เชิง หุ้มด้วยทองคำ พาน เชิงธูป และเชิงเทียนสลักลวดลายลงยาราชาวดีทั้งสิ้น เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดีสำรับนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ทรงใช้สักการบูชาพระพุทธรูปสำคัญในงานพระราชพิธีและการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ] บ้าง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทบ้างในบางโอกาส ในรัชกาลต่อมา ทรงใช้เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีสงกรานต์ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสักการะพระบรมศพ พระบรมอัฐิ

ฉัตร

ฉัตร คือเครื่องกั้น มีลักษณะเป็นร่มซ้อนชั้นและมีระบาย เป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] ตามที่เข้าใจกันมา ฉัตร ๙ ชั้นสำหรับพระมหากษัตริย์ ฉัตร ๗ ชั้นสำหรับพระมหาอุปราช ฉัตร ๕ ชั้นสำหรับเจ้านาย อย่างไรก็ดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ [เจ้า-ฟ้า-กฺรม-พฺระ-ยา-นะ-ริด-สะ-รา-นุ-วัด-ติ-วง] มีพระดำริปรากฏในลายพระหัตถ์ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ว่าเป็นการเข้าใจผิด พระมหากษัตริย์ทรงกั้นได้ตั้งแต่ฉัตรชั้นเดียวจนถึง ๙ ชั้น ดังจะเห็นได้จากพระกลดเป็นฉัตรชั้นเดียว ชุมสายเป็นฉัตร ๓ ชั้น เครื่องพระอภิรุมเป็นฉัตร ๕ ชั้น ฉัตรพระคชาธารเป็นฉัตร ๗ ชั้น ฉัตรพระแท่นเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น ส่วนพระมหาอุปราชที่กำหนดพระยศใช้ฉัตร ๗ ชั้น แปลว่าจะใช้ได้ไม่เกิน ๗ ชั้น เจ้านายที่กำหนดว่าใช้ฉัตร ๕ ชั้น แปลว่าจะใช้ได้ไม่เกิน ๕ ชั้น ส่วนเกินขึ้นไปนั้น เมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเป็นพิเศษจึงใช้ได้

เศวตฉัตร

คำว่า เศวตฉัตร แปลว่า ฉัตรขาว ใช้เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นต้น เมื่อกล่าวว่า ชิงฉัตร จึงหมายถึงแย่งชิงแผ่นดินมาปกครอง ดังลิลิตตะเลงพ่าย พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีร่ายว่า พระเจ้ากรุงหงษาวดี ตรัสกับเหล่าอำมาตย์ว่ากรุงศรีอยุธยา “ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร” นั่นคือ กรุงศรีอยุธยามีการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนกษัตริย์ อาจมีการวิวาทแย่งชิงแผ่นดินมาปกครอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเคยมีพระราชปุจฉาว่า เศวตฉัตรมีกี่ชั้น พระธรรมอุดมและพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ศึกษาคัมภีร์ต่าง ๆ มีเนื้อความต้องกัน เช่น มโนรถปุรณีอรรถกถา [มะ-โน-รด-ปุ-ระ-นี-อัด-ถะ-กะ-ถา] อังคุตรนิกาย [อัง-คุด-ตะ-ระ-นิ-กาย] ปัญจกนิบาต [ปัน-จะ-กะ-นิ-บาด] มีข้อความตอนหนึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ท่านจงเลงแลดูสิริสมบัติของเรา เรานอนเหนือที่สิริไสยาสน์ ภายใต้เศวตฉัตรเจ็ดชั้น” ดังนั้น ท่านจึงถวายวิสัชนาว่า เศวตฉัตรสำหรับราชาภิเษก มี ๗ ชั้น ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๙ นั้น โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญฉัตร ๙ ชั้น ไปปักกั้นเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] แทนฉัตร ๗ ชั้นที่มีมาแต่เดิม

พระบวรเศวตฉัตร

พระบวรเศวตฉัตร เป็นฉัตรขาว ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวด ๓ ชั้น ชั้นล่างสุดห้อยอุบะดอกจำปาทอง ลักษณะของฉัตรมีรูปแบบเช่นเดียวกับฉัตร ๙ ชั้น หรือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร [พฺระ-นบ-พะ-ปะ-ดน-มะ-หา-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] กางกั้นเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ซึ่งเป็นพระแท่น ๘ เหลี่ยมทำด้วยไม้มะเดื่อ อยู่ทางด้านตะวันออกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๙ เมื่อสรงพระมุรธาภิเษกแล้ว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ [เคฺรื่อง-บอ-รม-มะ-ขัด-ติ-ยะ-ราด-ชะ-พู-สิ-ตา-พอน] ทรงฉลองพระองค์ครุย เสด็จออกประทับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร ทรงรับน้ำเทพมนตร์จากพราหมณ์และน้ำอภิเษกจากสมาชิกรัฐสภาจนครบทั้ง ๘ ทิศ แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เพื่อทรงรับพระสุพรรณบัฏและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-สิ-หฺริ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน]

พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร

พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เป็นฉัตร ๙ ชั้น เดิมหุ้มด้วยผ้าตาด รัชกาลที่ ๔ โปรดให้เปลี่ยนเป็นผ้าขาวมีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทองแผ่ลวดห้อยอุบะจำปาทอง ยอดฉัตรรูปแหลมทรงเจดีย์ สำหรับปักกางกั้นเหนือพระราชบัลลังก์ตามราชประเพณี ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นๆ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] พระราชครูพราหมณ์เชิญพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร [พฺระ-นบ-พะ-ปะ-ดน-มะ-หา-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] ขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย แล้วเจ้าหน้าที่เชิญตามเสด็จไปยังพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] เพื่อทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ [เคฺรื่อง-ขัด-ติ-ยะ-ราด-ชะ-วะ-รา-พอน] และเครื่องขัตติยราชูปโภค [เคฺรื่อง-ขัด-ติ-ยะ-รา-ชู-ปะ-โพก] แสดงความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์

พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรกางกั้นเหนือพระแท่นบรรทมในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน [จัก-กฺระ-พัด-พิ-มาน] และกางกั้นเหนือพระราชบัลลังก์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อำ-มะ-ริน-ทะ-ระ-วิ-นิด-ไฉ] พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งอนันตสมาคม

ศิวาลัยไกลาส หรือ ศิวาลัยไกรลาส

ศิวาลัย มาจากคำภาษาสันสกฤต ศิว [สิ-วะ] หมายถึง พระศิวะ กับคำภาษาบาลีและสันสกฤต อาลย [อา-ละ-ยะ] หมายถึง บ้าน ที่อยู่ ส่วน ไกลาส หรือ ไกรลาส มาจากคำภาษาสันสกฤต ไกลาส [ไก-ลา-สะ] เป็นชื่อภูเขาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของพระศิวะ รวมแล้ว ศิวาลัยไกลาส หรือ ศิวาลัยไกรลาส มีความหมายว่า เขาไกลาสอันเป็นที่สถิตแห่งพระศิวะ

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ไปประทับยังพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] พระราชครูพราหมณ์จะกล่าวเวทสรรเสริญเปิดศิวาลัยไกลาส เพื่อเชิญพระศิวะให้เสด็จมาสถิตยังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเนื่องด้วยคติความเชื่อสืบมาในสยามประเทศว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ [สม-มด-ติ-เทบ]

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (๑)

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ประกอบด้วยคำว่า เครื่องเบญจ [เบ็น-จะ] ราช [รา-ชะ] และกกุธภัณฑ์ [กะ-กุด-ทะ-พัน] คำว่าเบญจ [เบ็น-จะ] แปลว่า ๕ คำว่า กกุธภัณฑ์ [กะ-กุด-ทะ-พัน] หมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นพระราชา เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ จึงหมายถึงสิ่งของเครื่องใช้ ๕ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นพระราชา ตามตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยา เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระมหามงกุฎ พระขรรค์ไชยศรี [พฺระ-ขัน-ไช-สี] พัชนีฝักมะขาม [พัด-ชะ-นี-ฝัก-มะ-ขาม] ธารพระกร และฉลองพระบาท ในสมัยรัตนโกสินทร์ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ของรัชกาลที่ ๑ ยังคงเหมือนสมัยอยุธยา ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์มีพระมหาเศวตฉัตรอยู่ด้วย แต่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี [พฺระ-แสง-ขัน-ไช-สี] ธารพระกร วาลวิชนี [วา-ละ-วิด-ชะ-นี] (พัชนีกับพระแส้จามรี) และฉลองพระบาท โดยมิได้นับพระมหาเศวตฉัตรรวมอยู่ในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (๒)

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในแต่ละสมัยแตกต่างกันบ้าง สมัยอยุธยานั้นหนังสือปัญจราชาภิเษก [ปัน-จะ-รา-ชา-พิ-เสก] มีข้อความว่า “ลักษณะเครื่องสำหรับราชาภิเษกของสมเด็จพระมหากษัตริย์นั้น คือพระมหามงกุฏ ๑ พระภูษาผ้ารัตตกัมพล [ผ้า-รัด-ตะ-กำ-พน] ๑ พระขรรค์ ๑ พระเศวตฉัตร ๑ เกือกทองประดับแก้วฉลองพระบาท ๑” ครั้นสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ พงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิบ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “เบญจราชกกุธภัณฑ์ คือ พระมหามงกุฎ พระแสงขรรค์ ธารพระกร พระพัดวาลวิชนี ฉลองพระบาท” คือเปลี่ยนจากผ้ารัตกัมพล [รัด-ตะ-กำ-พน] และเศวตฉัตรเป็นธารพระกรและพัดวาลวิชนี [พัด-วา-ละ-วิด-ชะ-นี] สมัยรัชกาลที่ ๒ ไม่มีพระมหามงกุฎและฉลองพระบาท แต่มีเศวตฉัตรและพระแสงดาบ สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๙ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระมหามงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี [พฺระ-แสง-ขัน-ไช-สี] ธารพระกร วาลวิชนี [วา-ละ-วิด-ชะ-นี] (พัชนีกับพระแส้จามรี) และฉลองพระบาท คือกลับไปเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๑

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระมหาพิชัยมงกุฎเดิมเรียกว่า พระมหามงกุฎ เป็นเครื่องศิราภรณ์สำหรับพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] สำหรับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลักษณะเป็นมงกุฎทรงกระโจมปลายเรียวแหลม ทำด้วยทองคำจำหลักลวดลายลงยาราชาวดี ประดับด้วยเพชรและอัญมณีต่างสี ประกอบด้วยเกี้ยวรักร้อยสามชั้น มีดอกประจำยามประจำทั้ง ๔ ด้านทุกชั้น หลังมาลัยรักร้อยแต่ละชั้นทำเป็นจอมประดับด้วยกระจังรายและดอกไม้ไหววงรอบ เหนือมาลัยรักร้อยชั้นสามทำเป็นยอดทรงน้ำเต้าเรียว ปลายส่วนนี้ทำมาลัยดอกมะเขือรัดรอบสำหรับรับบัวกลุ่มและส่วนปลายสุดของมงกุฎประดับด้วยเพชรลูกขนาดใหญ่ลูกหนึ่งชื่อพระมหาวิเชียรมณี [พฺระ-มะ-หา-วิ-เชียน-มะ-นี] นอกจากนี้ ยังมีเครื่องประดับประกอบกับพระมหาพิชัยมงกุฎอีกสิ่งหนึ่งคือ พระกรรเจียกสำหรับทรงประดับด้านหลังพระกรรณทั้ง ๒ ข้าง เมื่อทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ

พระแสงขรรค์ชัยศรี

พระแสงขรรค์ชัยศรี [พฺระ-แสง-ขัน-ไช-สี] หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เป็นพระขรรค์โบราณจมอยู่ในทะเลสาบ ณ เมืองเสียมราฐ [เสียม-ราด] ชาวบ้านไปหาปลาทอดแหได้พระขรรค์นี้มา จึงนำมาให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร [อะ-ไพ-พู-เบด] (แบน) ผู้สำเร็จราชการเมืองเขมรในสมัยนั้น เห็นเป็นสิ่งสำคัญจึงให้กรมการเมือง [กฺรม-มะ-กาน-เมือง] เชิญเข้ามาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงรับแล้วโปรดให้ทำด้ามและฝัก พระราชทานชื่อว่า “พระแสงขรรค์ชัยศรี” [พฺระ-แสง-ขัน-ไช-สี] พระแสงขรรค์ชัยศรี ใบพระขรรค์ทำด้วยเหล็กกล้าลักษณะแบนยาว กลางใบยกเป็นสันยาวแต่โคนไปจดปลาย ส่วนโคนใบคอดเล็กน้อย ส่วนปลายแบนแผ่กว้างและปลายแหลม มีคมที่ใบพระขรรค์ทั้ง ๒ ข้าง ตรงโคนพระขรรค์จำหลักเป็นภาพเทพเจ้าคร่ำทองข้างละ ๒ องค์อยู่ในเรือนแก้ว ส่วนกั่นพระขรรค์สอดเข้าด้ามไม้หุ้มทองคำจำหลักลวดลายลงยาราชาวดี มีฝักทำด้วยไม้หุ้มทองคำจำหลักลวดลายลงยาราชาวดีประดับอัญมณีต่างสี

ธารพระกร

ธารพระกรเป็นราชาศัพท์ของคำว่า ไม้เท้า ธารพระกรชัยพฤกษ์ เป็นหนึ่งใน ๕ ของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์กลึงเป็นลำกลม หุ้มทองคำเกลี้ยงทั้งองค์ ส่วนหัวทำเป็นหัวเม็ดหุ้มทองคำ ส่วนส้นเป็นสามง่าม ทำด้วยเหล็ก ธารพระกรองค์นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อต้นแผ่นดิน แต่เดิมเรียกว่า “ธารพระกรง่าม” ชื่อนี้ปรากฏอยู่ในหมายรับสั่งว่าด้วยเครื่องราชูปโภคจะสร้างใหม่ในสมัยนั้น ดังนี้ “เครื่องจะได้ทำขึ้นใหม่ พระไชยใหญ่ [พฺระ-ไช-ไหฺย่] ๑ เล็ก ๑ แผ่นทองพระสุพรรณบัฏ ๑ พระมหาสังวาล ๑ พระมหาสังข์ทอง ๑ พระมหาสังข์เงิน ๑ พระมหามงกุฎ ๑ ฉลองพระบาท ๑ พัชนีฝักมะขาม ๑ ธารพระกรง่าม ๑”

วาลวิชนี

วาลวิชนี จัดเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] หมายรวมทั้งพัชนีและพระแส้จามรี พัชนี คือ พัดทำด้วยใบตาลรูปกลมรี ขอบเลี่ยมทองคำจำหลักลายลงยาราชาวดี นมพัดรูปอย่างพุ่มข้าวบิณฑ์ ทำด้วยทองคำจำหลักลวดลายลงยาราชาวดีทั้งสองข้าง ด้ามพัดทำด้วยทองคำเป็นคันกลมยาวจำหลักลวดลายลงยาราชาวดี ส้นทำเป็นหัวเม็ด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อต้นแผ่นดิน เรียกว่า “พัชนีฝักมะขาม” พระแส้จามรี คือแส้ทำด้วยขนหางจามรี [จาม-มะ-รี] เป็นพุ่มสีขาวนวลประกอบติดกับด้ามทำด้วยแก้ว ส่วนจงกลรับพู่ขนจามรีและส้นด้ามทำด้วยทองคำจำหลักลวดลายลงยาราชาวดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้นและให้ใช้คู่กับพัชนีฝักมะขามตั้งแต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในแผ่นดินนั้นเป็นต้นมา

ฉลองพระบาทเชิงงอน

ฉลองพระบาทเชิงงอน เป็นหนึ่งใน ๕ ของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] ลักษณะเป็นอย่างรองเท้าแตะ ปลายแหลมงอนขึ้นเล็กน้อย ส่วนหุ้มหลังพระบาททำด้วยทองคำจำหลักลายลงยาราชาวดี พื้นฉลองพระบาททำด้วยทองคำบุผ้ากำมะหยี่สีแดง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้น ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขณะประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ [พฺระ-ที่-นั่ง-พัด-ทฺระ-บิด] พระมหาราชครูทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องขัตติยราชวราภรณ์ [ขัด-ติ-ยะ-ราด-ชะ-วะ-รา-พอน] ได้แก่ พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ [นบ-พะ-รัด-ราด-ชะ-วะ-รา-พอน] พระสังวาลพระนพ และเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี [พฺระ-แสง-ขัน-ไช-สี] ธารพระกรชัยพฤกษ์ [ทาน-พฺระ-กอน-ไช-ยะ-พฺรึก] วาลวิชนี [วา-ละ-วิด-ชะ-นี] แล้วสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวายเป็นลำดับสุดท้ายในบรรดาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ จากนั้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องขัตติยราชูปโภค [ขัด-ติ-ยะ-รา-ชู-ปะ-โพก] อื่น ๆ ต่อไป

เครื่องขัตติยราชวราภรณ์

เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับอันเป็นมงคล หัวหน้าพราหมณ์นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพระมหากษัตริย์ประทับที่พระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] มี ๓ รายการ ได้แก่ พระสังวาลพราหมณ์ธุรำ เป็นสร้อยที่ทำจากฝ้าย พราหมณ์เป็นผู้จัดทำตามกรรมวิธีของพราหมณ์ ทรงรับแล้วทรงสวมพระองค์เฉียงพระอังสาซ้าย พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ [พฺระ-สัง-วาน-นบ-พะ-รัด-ราด-ชะ-วะ-รา-พอน] เป็นสร้อยทองคำ ๒ เส้นคู่กัน มีดอกประจำยาม ๒๗ ดอก ทำด้วยทองคำฝังนพรัตน์ ๙ ชนิด ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล มุกดา เพทาย ไพฑูรย์ ดอกละชนิดสลับกัน ทรงรับแล้วทรงสวมพระองค์เฉียงพระอังสาขวา พระสังวาลพระนพ เป็นสร้อยอ่อนทำด้วยทองคำ ๓ เส้นเรียงกัน มีดอกประจำยามทำด้วยทองคำฝังนพรัตน์ ๙ ชนิด เชื่อมสร้อยทั้ง ๓ เส้นเข้าด้วยกัน ทรงรับแล้วทรงสวมพระองค์เฉียงพระอังสาขวา

พระธำมรงค์

คำว่า ธำมรงค์ หมายถึง แหวน มาจากภาษาเขมร ทมฺรง่ [โตม-ร็วง] ซึ่งแปลว่า ทรวดทรงและเครื่องทรงของกษัตริย์ ผู้รู้กล่าวว่า คำนี้ในภาษาเขมรโบราณแปลว่า เครื่องประดับนิ้ว แหวน อาวุธ หนังสือ “เรื่องราชูปโภคและพระราชฐาน” กล่าวถึงพระธำมรงค์ ๒ องค์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้แก่ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา [วิ-เชียน-จิน-ดา] และ พระธำมรงค์รัตนวราวุธ [รัด-ตะ-นะ-วะ-รา-วุด] พระธำมรงค์วิเชียรจินดาทำด้วยทองคำ ด้านในลงยา ก้านวงฝังเพชร มีดอกไม้เพชรติดที่ก้านข้างละ ๑ ดอก มีมงคลเพชร ๒ ชั้น กลางฝังเพชรขนาดประมาณ ๑.๖ x ๒.๐ เซนติเมตร พระธำมรงค์รัตนวราวุธทำด้วยทองคำ ข้างหนึ่งทำเป็นรูปตรีศูลและคทาฝังเพชร อีกข้างหนึ่งทำเป็นรูปสังข์กับจักรฝังเพชร ตัววงฝังเพชร ยอดเป็นนพรัตน์ แต่ใช้โอปอลแทนมุกดา กลางฝังเพชรขนาดประมาณ ๒.๕ x ๒.๘ เซนติเมตร

พระแสงอัษฎาวุธ

พระแสงอัษฎาวุธ ประกอบด้วย คำว่า พระแสง กับ อัษฎาวุธ พระแสงเป็นราชาศัพท์ หมายถึง อาวุธ ส่วน อัษฎาวุธ หมายถึง อาวุธ ๘ อย่าง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] มีการถวายพระแสงอัษฎาวุธแด่พระมหากษัตริย์ รายชื่อพระแสงอัษฎาวุธปรากฏในตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยาในข้อความว่า “พราหมณ์... ถวายอัษฎาวุธ พระแสงปืน พระแสงหอกไชย พระแสงดาบชะเลย พระแสงของ้าว พระแสงจักร พระแสงตรีศูล พระแสงเขน พระแสงเกาทัณฑ์ ๘ สิ่ง”

ในสมัยรัตนโกสินทร์ครั้งรัชกาลที่ ๑ พระแสงอัษฎาวุธยังคงเป็นพระแสงชนิดเดียวกับสมัยอยุธยาทั้ง ๘ ชนิด ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิบ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “แล้วถวายพระแสงอัษฎาวุธ... คือ ๑. พระแสงหอก ๒. พระแสงดาบเชลย ๓. พระแสงเขนมีดาบ ๔. พระแสงปืนคาบชุดข้ามแม่น้ำสโตง ๕. พระแสงจักร ๖. พระแสงตรีศูล ๗. พระแสงเกาทัณฑ์ ๘. พระแสงฃอง้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย [แสน-พน-พ่าย]”

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๙ พระแสงอัษฎาวุธบางองค์มีชื่อเรียกต่างจากเดิม เช่น “พระแสงปืนคาบชุดข้ามแม่น้ำสโตง” ใช้ว่า “พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสโตง” “พระแสงฃอง้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย” ใช้ว่า “พระแสงของ้าวแสนพลพ่าย”